Nichnasa's profileMumuu StoryPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 30

    อุบัติเหตุชีวิต

     

    มีเรื่องกลุ้มใจมาให้คิดกันเล่นไม่เว้นแต่ละวันเลย

    ทำบุญ10ชาติ ไม่เท่าทำบาปครั้งเดียว!!!!!!!!!!

    แล้วถ้าทำบุญครึ่งชั่วโมงกับทำบาปกับแม่ 1 นาทีล่ะ...!!!!

    อ๊ายยยยย......ไม่อยากจาคิด ความผิดจุกอก!!!!!!!!!!!!!!!

    เฮ้อ.... บางทีความเป็นคนดีที่พยายามทำอยุ่มันอาจโดนสันดานมารๆ มาบังไปบ้าง แต่อยากให้แม่รู้ว่านุ๋พยายามอยุ๋ค่ะ พยายามจะเป็นคนดีของแม่ให้ได้ แต่บางเรื่องก็ทำลำบาก เพราะชีวิตตัวเองก็เอาไม่ค่อยรอดอยู่เลย แต่ว่ายังไงครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของนุ๋เสมอนะคะ

     

    วันนี้วันเข้าพรรษาแล้ว เริ่มเทศกาลกินมังสะวิรัดอีกแล้ว ปีนี้ลดลงจากปีก่อนๆ นิดนึง แต่ว่าที่จะทำให้มากขึ้นคือการถือศีล และการเข้าโหมดพระธรรม อยากไปนั่งสมาธิ อยากไปทำบุญให้มากขึ้น อยากเป็นคนที่จิตใจสงบ ล้างใจให้สะอาด ลองเวลาที่คุณมีเรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต อันนี้ไม่นับถึงเรื่องพาหมาไปห้องน้ำ หรือตัดหญ้าหน้าบ้านนะ....

    ใช่ ฉันกำลังหมายถึงเรื่องราววุ่นวายที่พาคุนพาลเสียอารมณ์ หม่นหมองและเลยเถิดไจนทำให้คุณไม่สบายใจนั่นแหละ ฉันเพิ่งจะผ่านเวลานั้นมาหยกๆ เอ่อ...ถ้าจะให้พูดให้ถูก เราเพิ่งเจอกันเมื่อ 15 นาทีนี้เอง!!!!! แย่ชะมัด

    เคยพูดว่าเวลาที่เราเข้าวัด เรารู้อะไรที่แปลกไปจากคนอื่นอยู่นิดหน่อย ตรงที่คนอื่นรู้สึกดี แต่เรารู้สึกว่าง(หรือไอ้ศูนย์บวกที่เคนพูดไปในเสปซอันก่อนๆ นะแหละ) แต่พอคราวนี้มันตะหงิดๆ ไรไม่รุแต่เช้าแล้วอ่ะ แบบว่าปากหมาแต่เช้ากันเลยทีเดียว.... สุดท้ายจนกลับบ้านมา...ได้เรื่องเลย(นู๋ขอโทษน๊าค๊า....หม่ามี๊ ><!!)

    มันเป็นเรื่องแบบว่าถ้าไม่เกิดขึ้นได้จะดี แต่เรื่องของเรื่องมันเล็กกะจิ๋วหลิว แต่ทำให้ข้าเจ้ากลายเปงลุกอกกตัญญูได้ในพริบตา แย่จัง....

    กลับมาเข้าเรื่อง ก็ชีวิตมันวุ่นวายแบบนี้แหละ ถึงอยากเข้าใหมดพระธรรมให้รุ้แล้วรู้รอดไป แน่ล่ะ...ฉันก็ตั้งใจอย่างงั๊น แม้จะรุ้ดีว่าวิธีนี้คงทำไปได้ไม่ตลอด ฉันยังไม่สำเร็จเป็นอรหันต์นะ!!!! ก็ยังมีห่วงอยู๋มั่งแหละ แต่อย่างน้อย การกินมังละเว้นเนื้อสัตว์มันก็ทำให้เรารุ้สึกดีได้อย่างประหลาด ระวังตัวมากขึ้น มีสติอยุ่กับตัวเองมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เรื่องมากมากขึ้นด้วยเหมือนกัน(ก็มันไม่ได้กินง่ายอยู๋ง่ายเหมือนปกตินี่) แต่ก็เป็นความรุ้สึกดีกว่าการแค่เข้าไปไหว้พระในวัดอย่างเดียว คนบาปอย่างฉันทำแค่นี้มันน้อยไป!!!!

    การเวียนเทียนให้อะไรกับชีวิต?

    ฉันคิดคำถามนี้ขึ้นมาในขณะที่เดินวนรอบพระประทานที่พุทธมณฑล(ชื่อเขียนแอบยาก) รอบที่1 ม่าย....ความจริงมันแค่ครึ่งรอบเอง ในขณะที่กำลังคิดหาคำตอบให้กับคำถาม ก็แอบแวะขำข้างทางไปเรื่อยๆ ในรอบแรก ฉันคิดว่าเวียนเทียนเหมือนเดินวนอยู๋ในอ่างป่าววะ ทำไมเค้าถึงไม่ให้ไปในที่ๆ ไกลกว่าเดิม จะได้สื่อถึงความเจริญก้าวหน้าหรืออะไรก็ว่าไป..... แต่ในรอบที่ 2 ของการเดินแบบใช้สมองและสติอันน้อยนิดตริตริงก็มีคำตอบที่น่าพอใจสำหรับฉันผุดออกมา

    ระหว่างการเดิน 3 รอบ ฉันเห็นความแตกต่างของคน ฉันเห็นเด็กที่พิการแต่กำเนิด คนแก่นั่งรถเข็น เด็กแว๊น ผู้หญิงไฮโซ และตัวฉัน!!!! ทุกคนมาที่นี่ เพื่อสิ่งเดียวกัน คือ ศาสนา มันเลยทำให้ฉันเห็นสัจจะธรรมชีวิตข้อหนึ่ง เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ก็อยุ๋ภายใต้ศาสนา การเดินวนสามรอบทำให้เห็นความเป็นไหของคนแต่ละช่วงชีวิต แต่เราก็ยังเดินอยู๋ภายใต้กรอบของศาสนา.... สำหรับชั้นศาสนาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเสมอ และคำตอบที่ได้ในวันนี้เป็นที่พอใจของชั้นแล้ว

    ได้คำตอบมาแล้ว ก็เอามันมาย้อนดูตัวเอง อุบัติเหตุชีวิตวันนี้จะได้ไม่เกิดขึ้นอีก ไอ้มู่เอ๊ย....รักคนรอบข้างกับรักตัวเองให้มันพอดีๆ อย่ามากไป น้อยไป มันไม่ดีหรอกนะ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ปล. blog ช่วงนี้ไร้สาระไปหน่อย แค่อยากระบาย ไม่มีรมเขียนเลย.... ทนๆ อ่านกันหน่อยเน้อ

    July 27

    สารคดีชีวิต

    ผ่านช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายทั้งหมดมาเสียที....
    เรื่องราวมากมายพุ่งเข้าใส่ฉันในเวลาอันรวดเร็วราวกับว่าฉันไม่ต้องทำอะไรเลยในวันๆ นึง
    ยังถือว่าฉันโชคดีอยู่เหลือเวลาสำหรับการนอนให้ฉันวันละ 2-3 ชม. ซึ่งนั่นมันไม่พอ....

    อากงจากไปแล้วอย่างสงบในโรงพยาบาลแห่งเดิม ด้วยชุดคนไข้สีขาวสะอาด

    ภายในห้องสเก็ดดาว ฉันล้อเล่น...ห้องstep down

    เราเริ่มจัดการเรื่องงานศพไปตามประเพณี ทุกคืนลูกหลานจะต้องใส่ชุดขาวมานั่งทำพิธีรับศีล-รับพรจากพระ พวกเราพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันนานก็กลับมาเจอกันอีกครั้ง ทั้งป้าๆ และพี่สาวที่บินกลับมาจากฮ่องกงเลย เหมือนเป็นงานรวมญาติย่อมๆ บวกกับคนที่ไม่ได้อยากเจอก็เจอ คุณหงเหิน...!!!! ถ้าใครรู้กิตติศัพท์คงจะเข้าใจ แต่ที่แย่หน่อยสำหรับเราเป็นช่วง 3 วันสุดท้ายก่อนวันเผา.... ใครไม่เป็นฉันคงจะไม่มีวันเข้าใจแน่ๆ


    ในขณะที่เช้าอันแสนสดใส เราขับรถไปซ้อมรับปริญญาด้วยความอิ่มใจว่า 4 ปีที่ผ่านมาไม่เสียเปล่านะ....

    อย่างน้อยก็มีวันนี้แล้ว


    แต่พอซ้อมเสร็จกลับมาถึงวัด ก็ต้องปรับอารมณ์เป็นอีกแบบ... ทำอย่างงี๊อยู่ประมาณ 3 วัน จนวันเผานั่นแหละ


    มู่ไม่ได้ไปงานเผาอากงเพราะว่าซ้อมใหญ่และก็ขับรถกลับมาไม่ไหว คือกลับมาไม่ทันตอนเผานั่นแหละ ไม่ว่าจะพูดยังก็คือพลาด!!!!!!!
    คืนวันอาทิตย์เราไปกินข้าวกันทั้งครอบครัว(ใหญ่) ป้า น้า อา อาเขยและฯลฯ ก่อนที่ชาวฮ่องกงทั้งหลายจะกลับบ้านกลับเมืองกันไป หลังกินข้าวก็ถ่ายรูปเล่นกันจะพูดว่าสนุกสนานก็ไม่ได้สินะ เพราะเค้าห้ามไว้ 5555 หลังกินข้าวมีของเซอร์ไพรส์มากมาย....ซึ่งขอบอกว่าเกินคาดมาก ทุกคนบอกว่าความจริงแล้วก็เป็นเรื่องดีนะ อากงกะไว้แล้วเห็นมะ เพราะอากงนะทุกคนถึงได้มางานรับปริญญามู่กันครบเลย แต่มู่จะพูดไงดีล่ะ...ก็ขาดอากงอยู่ดีนี่นา

    วันจริงการเดินเท้าด้วยร้องเท้ามหาโหดเริ่มขึ้น มุ่ตื่นตั้งแต่ตี 4 มาแต่งหน้าทำผม แล้วก็อยู๋กันยาวนานไปจนเย็น ระหว่างวันก็เดินถ่ายรูปกับเพื่อนๆ มากมาย
    ว่าไปแล้ว มู่ก็เพื่อนเยอะนะ แต่ก็ไม่ค่อยมีเพื่อนที่จะแชร์ความรุ้สึกตัวเองเท่าไหร่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น!!!!!!!!

    กลับมาที่ห้องนั่งเล่นที่บ้านอีกครั้ง ตอนนี้ของขวัญหลายๆ ชิ้นถูกนำมาวางเรียงกันไว้บนโต๊ะตัวหนึ่ง ทุกครั้งที่มองของเหล่านี้แม้ว่ามันจะเป็นแค่ดอกไม้แค่ 1 ดอกหรือเป็นเงิน10,000 บาท อยากจะบอกกับทุกคนว่ามันมีราคาแพงมากในความคิดมู่ค่ะ มู่ไม่ได้บอกใครเท่าไหร่เรื่องรับปริญญา อาจจะมีพูดกับคนนู้นคนนี้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ชวนใครเป็นกิจลักษณะซักที เป็นเพราะความวุ่นวายในช่วงที่ผ่านมา และก็งานที่จัดไกลถึงจังหวัดนครปฐมนู่นเลย แต่ก็ต้องขอโทษเพื่อนๆ อีกหลายๆ คนที่มู่ไม่ได้บอก...เข้าใจว่าเสียความรุ้สึก ที่ไม่ชวนคราวหลังจะบอกก่อนนะจ๊ะ....

    ดอกไม้สีม่วงช่อหนึ่งที่วางไว้บนโต๊ะทำงาน อยากบอกว่าช่อนี้พิเศษกว่าช่ออื่นๆ ตรงที่มันเป็นของเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่งจากถาปัด ซึ่งบอกตามตรงเราดีใจและแปลกใจมากที่แกมีของติดไม้ติดมือมาฝากกัน ของขวัญเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้จากพวกแก ขอบใจมาก... ของอีกชิ้นที่วางอยุ่บนโต๊ะทำงานคือตุ๊กตาหมีตัวเล็กพร้อมกับกระดาษเขียนข้อความสั้นๆ ที่บ่งบอกให้รุ้ว่าใครที่เป็นคนให้....ขอบใจเจ้าของตุ๊กตาหมีตัวนั้นด้วย ถึงตอนนี้จะมีเรื่องเศร้ามากมายแต่พี่เชื่อว่าเราจะผ่านมันไปได้นะ สำหรับชิ้นอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงไม่ใช่ไม่สำคัญนะ ทุกชิ้นสำคัญกับจิตใจมาก แต่ถ้ากล่าวถึงหมดคงต้องยาวไปถึงพรุ่งนี้เช้าแน่นอน...เอาเป็นว่าขอบคุณ อย่างที่เราบอกไปดอกไม้ดอกเดียวหรือเงินหมื่นนึงในอารมณ์แบบนี้มันมีค่าเท่ากันเลย

    จบงานทั้งสองนี้ไปแล้ว ตอนแรกนึกว่าจะค่อยโล่งไปหน่อย แต่ที่ไหนได้กลับมาทำงานก็เจอะเรื่องอีก งานที่หยุดทำไปมมันเยอะจนแทบกระอักเลือดเลยทีเดียว แต่ก็ต้องฮึดๆๆๆๆๆ ทำไงได้ล่ะ ไม่มีข้อแก้ตัว ลาไปก็ต้องรับผิดชอบสิ

    บางทีชีวิตคนเราเจออะไรเยอะๆ แบบนี้บ้างก็ดี หลังจากผ่านเหตุการณ์ทั้งดีและร้ายมาแบบชนิดที่ว่าพร้อมๆ กัน!!!! แบบนี้ มันทำให้ฉันเหนื่อย....ยอมรับเลย
    แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันคิดว่าฉันได้จากเรื่องยุ่งเหยิงครั้งนี้คือ การมองโลก.... ฉันมองโลกแบบยอมรับทุกอย่างมากขึ้น ฉันปลงกับหลายๆ สิ่งได้มากขึ้น และที่สำคัญจิตใจฉันสงบได้มากขึ้น อย่างน้อยๆ ก็มากกว่าตอนรู้เรื่องของอากงในวันแรก ไม่....ฉันไม่ได้เปลี่ยนแปลง ฉันยังเป็นไอ้มู่ของเพื่อนๆ ยังเป็นมูมู่น้อยของพี่ๆ บางคน และยังเป็นเจ้ของน้องๆ อีกหลายคนเหมือนเดิม แต่ตอนนี้สิ่งที่ฉันขาด.....ฉันขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน ทุกครั้งที่เขียนเรื่องราวต่างๆ ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมที่เรียกกันในหมู่มนุษยชาติว่า "คอมพิวเตอร์" แล้ว ฉันรุ้สึกได้ว่าฉันขาด...ขาดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ฉันไม่มีเวลาแม้จะมานั่งหาหนังสือดีๆ ซักเล่มเพื่อมาเป็นแรงขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ของฉัน มันถึงเวลาที่ฉันควรจัดการอะไรซักอย่าง
    ฉันรุ้สึกว่าตัวเองไม่พัฒนา!!!!!!!!!!!!!!!!!
    ฉันอยากกลับมาไฟแรงเหมือนตอนเริ่มทำงานแรกๆ ตอนนี้รุ้สึกเหมือนมันแก่ๆ ไปซะเยอะ ซึ่งแน่นอนฉันยังไม่มีเวลาหาเชื้อเพลิงมาเติมให้ตัวเองซักที แต่รุ้ตัวว่าควรรีบแล้วล่ะ เพราะไฟที่หน้าปัดมันแดงขึ้นมาเตือนแล้ว ชีวิตคนก็เหมือนรถยนต์อยู๋บ้างตรงที่เราก็ต้องมีแรงขัเคลื่อนเหมือนกับที่รถต้องใช้น้ำมัน เพียงแต่ว่าเราเป็นคนขับตัวเองและหาน้ำมันให้ตัวเองได้ก็เท่านั้น สำหรับชั้นแล้วคงต้องขอเวลาอีกสักเดือนเพื่อเติมเชื้อเพลิงให้ตัวเอง แค่สะสางงานมากมาย ก็ถ้าหายจากเอ็มเอสเอ็นไปหลายๆ วันก็แปลว่าเข้าโหมดพระธรรมจริงๆ จังๆ กับเค้านะ คืออยากทำให้ตัวเองรุ้สึกผ่อนคลายน่ะ

     

     

     

     

     

     

     

      

    ทางโลกวุ่นวาย ก็ขอไปพักใจที่ทางธรรมซักสองสามวัน แล้วจะได้ผ่องใสๆ ดีก่านะ อิอิ

    July 12

    Life's time.....

      

     

                        ฉันสะดุ้งตื่นกลางดึกหลายต่อหลายครั้งในคืนเดียว มันเป็นสิ่งที่ในรอบหลายๆ ปีมานี้ "ฉันไม่เคยเป็นเลย" ฉันคงกลัวมั๊ง กลัวว่าจะไม่ยอมตื่นมากลางดึก ถ้าแม่มาเรียกฉัน กลัวว่าจะไม่ได้เห็นอากงเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็กลัวว่าจะไม่ตื่นมาประชุมกับเจ้านายในตอนเช้าอีก ฉันเหนื่อยมาก.... เหนื่อยเพราะความกลัว กลัวๆๆๆๆ ช่วงนี้มีเรื่องราวเลวร้ายผ่านเข้ามาในชีวิตฉันมากเหลือเกิน

                        ฉันนั่งอยู่หน้าห้องไอซียู ในโรงพยาบาลที่มีคนสมัครใช้ประกันสังคมมากมายแห่งหนึ่ง แต่การดูแลคนไข้ก็ยังไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควรนัก ฉันนั่งนึกถึงเรื่องของเช้าวันนั้นที่พ่อของฉันหัวเสียกับการพูดจาของคุณหมอซึ่งฟังแล้ว ไร้จรรยาบรรณแพทย์เอาเสียมากๆ แต่จะทำอะไรได้ ชีวิตหนึ่งชีวิตที่สำคัญกับเรามากๆ นั้น ไม่ได้ผูกพันธ์เป็นสายเลือดเดียวกับเขานี่นา น้าหญิงของฉันเดินเข้ามาด้วยอาการเหม่อลอย คราบน้ำตาบนใบหน้าบ่งบอกว่าเธอผ่านการร้องไห้มานานแล้ว อย่างน้อยก็ต้องเป็นชั่วโมงได้ ฉันพูดไม่ออกกับบรรยากาศเหล่านี้ที่เกิดขึ้นลายล้อมตัวฉัน

                        ถ้าตอนนี้เลือกได้ระหว่างอารมณ์กับเหตุผลแล้วล่ะก็ ถึงเวลาที่ฉันควรจะให้เหตุผลทำงานมากกว่าอารมณ์ซักที ฉันควรปล่อยให้เขา(อากง)จากไปอย่างสงบโดยไม่ต้องกังวลใจถึงเรื่องราวของลูกหลานข้างหลัง ทุกคนควรจะดีใจสิที่เขาไม่ทรมานอีกต่อไป เพราะภาพข้างหน้าฉันตอนนี้ เป็นร่างของผู้สูงอายุคนนึงที่ผ่านเรื่องราวชีวิตมานับเป็นพันๆ เรื่อง นอนสงบนิ่งอยู่ในชุดของโรงพยาบาล เครื่องมือหมอทุกสิ่งอย่างถูกปลดออกจากตัวเขาเหลือเพียงแต่ท่อช่วยหายใจเท่านั้น นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ครั้งที่ฉันรู้สึกได้ว่าท่านอยู่ในท่าที่นอนสบายที่สุด หลังจากต้องทรมานกับท่อต่อต่างๆ ที่หมอและทุกๆ คนพยายามยัดมันลงไปในตัวของท่าน เสียงลมหายใจดังฟืด...ฟาด.....เป็นระยะด้วยที่ปั๊มลม ฉันรู้สึกได้ว่าถ้าปราศจากมันแล้ว นั่นคือไม่มีอากงอีกแล้ว...!!!

                       พ่อของฉันดูจะเป็นคนที่แข็งแรงและเข้มแข็งที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้ง 4 คน ที่อยู่ในเมืองไทย พ่อฉันเป็นลูกชายคนโตซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พ่อต้องเข้มแข็งอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรับรู้ได้คือ พ่อเสียใจไม่น้อยกว่าใครในที่นี้ทั้งหมด ฉันเคยคิดจะเปิดบริการโทรออกต่างประเทศเอาไว้นานแล้ว เพื่อใช้โทรหาญาติพี่น้องที่อยู่กันที่ฮ่องกง ซึ่งก็ไม่เคยทำสำเร็จซักครั้ง จนมาถึงช่วงเวลาความเป็นความตายที่เข้ามาใกล้กัน ฉันตัดสินใจที่จะเปิดบริการซึ่งจนป่านนี้แล้วเขายังไม่ติดต่อกลับหาฉันเลย ซึ่งมันก็ผ่านเวลามาเกือบ10 ชั่วโมงแล้ว มันทำให้ฉันเรียนรู้ว่าต่อไปนี้ถ้าฉันจะทำอะไร ฉันจะทำเลย และก็จะไม่รอให้ถึงเวลาที่จำเป็นเพราะบางที "พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว" ฉันเพิ่งเข้าใจที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรีพูดหลังจากที่ใช้คำนี้เพียงเพราะความเท่เสียนาน

                       เป็นอันว่าฉันเปิดบริการโทรศัพท์ของฉันไม่สำเร็จ แต่โชคดีที่พ่อบุญธรรมของฉันเปิดเอาไว้ เรารีบโทรไปฮ่องกงเพื่อแจ้งข่าวกับป้าๆ และน้า อีก 3 คน เผื่อว่าทุกคนอยากจะบินกลับมาดูใจอากง แต่ฉันคิดว่าคงลำบาก เพราะการข้ามประเทศไม่ใช่การนั่งรถแท๊กซี่ข้ามจังหวัด มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แน่นอน น้าฉันรับทราบเรื่องราวและก็จะไปบอกต่อกับน้าอีก 2 คน

                        พ่อบุญธรรมเข้าไปดูอากงแล้ว ก็บอกให้พ่อและพี่น้อง เอาพวกมาลัยมาขออโหสิกรรมอากง กับเรื่องราวในอดีตที่เคยทำตัวไม่ดีไว้ และแล้วน้าๆ ก็ร้องไห้อีกรอบ ทุกคนดูเหนื่อยอ่อนกับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตช่วงนี้ มีสิ่งหนึ่งสำหรับอากงที่ทุกคนดูแล้วรู้สึกเหมือนกัน อากงยังตาใสแจ๋ว....!!! เหมือนคนไม่เป็นอะไร แต่หมอบอกว่าเขาไม่รับรู้อะไรแล้ว ซึ่งทุกคนออกความเห็นว่าเขายังรออะไรบางอย่าง(ทุกคนนั่นอาจเป็นแค่ พ่อ-แม่บุญธรรม ฉันและแม่เท่านั้น มีบางคนไม่ยอมพูดถึงลูกสาวคนรองสุดท้ายที่ไม่เคยกลับมาเยี่ยมอากงเลยหลังจากแต่งงานไปพำนักอยู่ฮ่องกง แต่ฉันไม่อยากจะคิดในทางไม่ดี เวลาที่ฉันไปอาศัยอยู่ที่นั่น เขาก็ดูแลฉันอย่างดี แต่มันก็คนละเรื่องกับเรื่องนี้อยู่ดี) เวลาผ่านไปเกือบๆ สามชั่วโมง พยาบาลไล่พวกเรากลับบ้าน เสื้อผ้าที่จะต้องไว้วางข้างเตียงให้อากงนำไปด้วยนั้นถูกเย็บปักเสร็จเรียบร้อยด้วยฝีมือของแม่ฉัน และนาง-เด็กที่เราจ้างมาเพื่อดูแลอากง เราฝากเสื้อผ้าไว้ที่พยาบาลเพื่อเวลาที่อากงจะไปจะได้มีเสื้อผ้าไปวางทันท่วงที เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะไปทันไหม พวกเราแยกย้ายกันกลับบ้าน

                        กลับมาสู่เวลาที่ฉันสะดุ้งตื่นมาในรอบแรกหลังจากนอนไปได้เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฉันเปิดโน๊ตบุค(หลังจากที่พับฝาลงไปเพื่อบังแสงที่ส่องมาแยงตาเวลานอน)เพื่ออ่านข้อความจากพี่ๆ ที่ฮ่องกงเผื่อเขาต้องการรุ้ข่าวอะไรจากฝั่งนี้บ้างเราตกลงกันไว้ว่าจะออนไลน์กัน 24 ชั่วโมง แต่ที่ฉันแปลกใจคือ มีข้อความจากพี่ชายของฉันเอง เราไม่ค่อยได้คุยกันในช่วงเวลา 2-3 วันที่ผ่านมาเนื่องจากมีเหตุการณ์ที่ฉันก็ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นมากระทบใจฉันนิดหน่อย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก ฉันกำลังกลุ้มใจกับเรื่องของอากงพอสมควร แต่ก็ยอมรับว่าเรื่องของเขาก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ฉันห่อเหี่ยวได้อย่างแรง

                       ฉันยังเบลอจากอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ แต่ก็ตัดสินใจส่งข้อความตอบกลับไป สิ่งที่พี่ชายฉันพิมพ์ตอบกลับมาทำให้ความรู้สึกฉันกลับมาเป็นปกติครึ่งนึง(อีกครึ่งยังเป็นเรื่องของงานและอากงอยู่เช่นเดิม) ฉันตัดสินใจส่งข้อความถึงพี่ชายว่าฉันไม่โกรธเขาแล้ว เพราะพี่น้องทะเลาะกันมันเกิดขึ้นได้ พี่ชายเป็นคนไม่ใช่เทพ!!! ถ้าเขาเป็นเทพฉันก็คงไม่คิดจะให้เขาเป็นพี่ชายหรอก เพราะเขาคงสูงเกินไป นี่เป็นหนึ่งเรื่องยอดเยี่ยมในเวลาหดหู่ของฉันเหมือนกัน แต่อย่าให้พูดถึงการสะดุ้งตื่นมาอีกหลายๆ ครั้งในกลางดึกเลย เพราะมันทรมานฉันซะเหลือเกิน


                        วันนี้ฉันตื่นมาตอน 7.00 น. หลังจากหลายๆ ครั้งที่สะดุ้งตื่น ฉันเพลียมาก ในรอบหลายๆ เดือนที่ทำงานมา แต่ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ฉันสามารถบังคับตัวเองให้ลุกจากที่นอน แล้วออกจาบ้านมาได้โดยไม่อิดออด ฉันแง้มโน๊ตบุคออกมา แต่มันดับไปแล้ว เพราะเปิดค้างไว้หลายชั่วโมงต่อกัน ถึงเวลาที่กลับมาสู่โลกของความเป็นจริงแล้ว ฉันเดินออกจากบ้าน พร้อมตะโกนบอกแม่ว่าถ้ามีอะไรโทรบอกฉันด้วย.....

    ขอบคุณพี่ตี้ สำหรับความเฮฮาที่เล่นมุขกับนูในเวลาที่นู๋กำลังพยายามยิ้มทั้งน้ำตานะคะ

    ขอบคุณเพื่อนๆ อิแฝด ขอบใจที่ยังอยู่กับกรูนะ เวลาที่กรุเหนื่อยจนแทบไม่มีแรง

    ขอบคุณพี่ชายที่ยังแคร์ความรุ้สึกน้องสาวคนนี้นะคะ ขอบคุณจริงๆ

    July 10

    Time 2 say Good Bye

     

    เวลานั้นมาถึงแล้วจิงๆ หรอ....คนที่เรารักคนนึงเวลาจะจากไปทำไมมันเร็วแบบนี้

    เมื่อก่อนเคยคิดว่า คนๆ นึงจะหายไปจากชีวิตเราแต่ก็จะอยู่ในความทรงจำ...และอยู่ในหัวใจเสมอ เหมือนกับกล่องใบหนึ่งที่เก็บความทรงจำ
    เมื่อไหร่ที่คิดถึงก็หยิบออกมาดู แต่ตอนนี้แค่คิดว่าเค้าจากหายไป จากเราไป...ก็ทำใจไม่ได้แล้ว

    เพิ่งเข้าใจคำว่ารักมาก...มันเป็นยังไง....

    อย่างพี่โน๊ตเสียใจทีเดียว รู้ปุ๊บก็คือ พี่โน๊ตไปแล้ว ไม่มีโอกาสได้ร่ำลา.....ไม่ได้บอกกล่าว

    แต่คราวนี้....ถึงจะยังไม่ไป แต่ก็ไม่ได้พูดคุย....ไม่ได้ร่ำลาเหมือนกัน มู่คงทำหน้าที่หลานที่บกพร่องมากๆ ใช่มั๊ยคะ อากง

    เคยบอกว่าฟังเพลงนี้แล้วจะไม่ร้องไห้แล้ว แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว ฟังปุ๊บน้ำตาไหลเอง แต่ดีกว่าไม่ฟังเพราะเหมือนมีเพื่อนอยุ่ด้วยกัน คอยปลอบในเวลาแบบนี้

    เขียนไม่ถูกแล้วอ่ะ มันเบลอไปหมด แอบโกรธแม่ ทำไมเมื่อเช้าไม่บอกก่อนนะ ยอมไปทำงานสายอีกวัน ดีกว่าหมดโอกาสเจออากงอีกแล้ว....

    ชีวิตคนเราเหมือนหนังเรื่องนึงเนอะ....ดำเนินไปเรื่อยๆ....มีเศร้า...มีสุข...พอหนังจบทุอย่างก็จบ เหมือนชีวิตคน พอหมดอายุขัย ทุกอย่างก็หมด

    เอาน่า....ก็มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเป็นนี่นะ

     

    ขอบคุณเพลงพี่แชมป์ที่อยุ่เป็นเพื่อนยามที่หัวใจเหน็บหนาว

    ไม่อยากให้เธอจากไป-แชมป์ loveis

     
    Get this widget | Share |

    Track details

    July 09

    สีสันของความต่าง

    สีสันของความต่าง-endrofin
     
     
    Get this widget | Share | Track details
     
    เพลงเพราะดีนะ...ความหมายดีด้วย
    อยากให้ใครหลายๆ คนคิดอย่างในเพลงนี้นะ
    คนเราเกิดมามีอะไรไม่เหมือนกัน มันถึงทำให้โลกนี้มีสีสัน
    ถ้าคนทุกคนมีอะไรทุกๆ อย่างเหมือนกันคงไม่มีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นมา
     
    ก็เพราะความต่างจึงทำให้เกิดเรื่องราว...ขึ้นมากมายในชีวิตของคนเรา
    ขอบคุณดีเจเจริญ True Music Radio ที่ทำให้รู้จักกับเพลงดีๆ แบบนี้ ^^