Nichnasa's profileMumuu StoryPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 26

    เห็ดเกิดจากความเหงา ๐ Q!!!

     

    มีคำถามข้อหนึ่งที่มีคนเอามาเล่าให้ฉันฟัง...แล้วฉันรุ้สึกว่ามัน "ไร้สาระดี" นั่นก็คือ

    พี่แม๊กซ์ : มู่ๆ เห็ดเกิดจากไรรุ้รึป่าว????

    มูมู่ : โหย...จะรุ้ได้ไงอ่ะพี่แม๊กซ์ ไม่ใช่นักเพาะเห็ด

    พี่แม๊กซ์ : เห็ดเกิดจากความเหงาไง555

    มูมู่ : -*-!

    นั่นแหละค่ะ คือเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่เราเดินไปทานข้าวกลางวันกัน บางทีความไร้สาระเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยให้ชีวิตเรามีอะไรให้อมยิ้มและมีความสุขในหัวใจกันบ้าง ในช่วงเวลาที่มีแต่การแข่งขัน และการใช้ชีวิตการทำงานนี้

    ช่วงนี้ทุกคนดูมีงานเยอะทั้งทีจริงๆ แล้วงานมันก็มีอยุ่เท่านี้เป็นประจำ หากเราจะมองให้มันเป็นปกติว่าก็มันเป็นงานที่เราต้องทำจำนวนเท่านี้ มันก็จะมี"งานแค่นี้" แต่หากเรายิ่งมองว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความยากลำบากกับการใช้ชีวิตแล้วล่ะก็งานแค่นี้ของเราก็จะกลายเป็น "งานตั้งเท่านี้" ไปได้เลย ในเมื่อรู้จุดที่จะทำให้มีควยามสุขกับการทำงานแล้ว ลองเปลี่ยนทัศนคติเล็กๆ น้อยๆ เราก็จะมีความสุขมากขึ้นกับงานแค่นี้ของเรา 

                                                   

    ___________________________________________________

     

     

     

    เหตุเกิดจากความเหงา - Emotiontown

    ขอบคุณระยะทาง ที่ทำให้เราต้องห่างไกล
    ขอบใจเธอเหมือนกัน ที่เธอเลือกจากฉันไปแสนไกล
    ขอบคุณเวลาที่ฉันนั้นไม่มีใคร
    ขอบคุณอารมณ์อ่อนไหวที่มาทักทายใจ
    ทำให้ฉันได้รู้ หากขาดเธอไปคงอยู่ไม่ไหว


    เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้ว่ารักเธอเท่าไหร่
    ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ . .
    ความอ้างว้างเดียวดายคอยตอกย้ำอยู่เสมอ . .
    เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้เธอสำคัญเพียงใด
    ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ . .
    ยิ่งห่างเหินเท่าไร ก็ยิ่งรู้ว่าเป็นเธอ . .ที่ฉันรักหมดหัวใจ


    วันนี้ . .มาพบเธอ . .ด้วยใจที่เดินอย่างอ่อนล้า
    ต้องการ . .มาพบหน้าต้องการจะบอกว่าเพิ่งเข้าใจ


    ขอบคุณเวลาที่ฉันนั้นไม่มีใคร
    ขอบคุณอารมณ์อ่อนไหวที่มาทักทายใจ
    ทำให้ฉันได้รู้ หากขาดเธอไปคงอยู่ไม่ไหว


    เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้ว่ารักเธอเท่าไหร่
    ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ . .
    ความอ้างว้างเดียวดายคอยตอกย้ำอยู่เสมอ . .
    เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้เธอสำคัญเพียงใด
    ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ . .
    ยิ่งห่างเหินเท่าไร ก็ยิ่งรู้ว่าเป็นเธอ . .ที่ฉันรักหมดหัวใจ


    มีคนเคยบอก ถ้าไม่สูญเสียบางอย่างก็ยังไม่รู้คุณค่าสิ่งนั้น
    เหมือนอย่างตัวฉันที่เพิ่งรู้ว่าคืนวัน ที่ผ่านมา ว่าใครคือคนสำคัญ


    เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้ว่ารักเธอเท่าไหร่
    ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ . .
    ความอ้างว้างเดียวดายคอยตอกย้ำอยู่เสมอ . .
    เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้เธอสำคัญเพียงใด
    ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ . .
    ยิ่งห่างเหินเท่าไร ก็ยิ่งรู้ว่าเป็นเธอ . .ที่ฉันรักหมดหัวใจ

    April 22

    ไอดอล...ต้นแบบน่ะหรอ

     
     
     
     
                 บรรยากาศร้อนอบอ้าวของวันนี้ หรือความจริงควรจะเรียกว่าของทุกๆ วันในช่วงนี้ทำให้ฉันไม่อยากจะมานั่งทำงานอยู่หน้าเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ ก็ตามที่มันจะสามารถส่งกระแสความร้อนมาให้ฉันได้เอาเสียเลย แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ...ฉันมีงานกองเท่าภูเขาสุมอยู่บนหัวของฉัน และก่อนที่มันจะหล่นทับฉันตาย ฉันควรจะจัดการให้มันเหลือบางเบากว่านี้ซักหน่อย...
     
                 ฉันจะต้องส่งคอลลัมน์เกี่ยวกับไอศครีมในเวลาอีกเพียงไม่กี่วันข้างหน้า แต่ว่าฉันกลับไม่เห็นวี่แววว่ามันจะสำเร็จเลย เพราะช่างภาพของฉันดันไม่ว่างในวันนัดของฉันซะนี่ แต่มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของพี่เขาจริงๆ ซึ่งฉันเข้าใจได้.... ฉันนั่งนึกถึงร้านไอศครีมต่างๆ ที่ฉันคิดว่ามันน่าสนใจมากในช่วงนี้ และฉันก็เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมันทำให้ฉันเจ็บจี๊ด...ขึ้นมาในใจ ไม่....ไม่ได้เกี่ยวกับเค้าคนนั้นหรอก..!!!!! แต่มันเป็นเพราะว่าฉันมีขุมทรัพย์อยู่ในมือแท้ๆ แต่กลับนึกไม่ถึง!!!! ในหนังสือเล่มนี้มีทุกอย่างที่ฉันอยากได้ ร้านไอศครีมมากมายเรียงรายอยู่ตามหน้ากระดาษทุกๆ หน้าที่ฉันเปิดผ่านไป ฉันนึกโกรธตัวเองในใจ ถ้าฉันนึกถึงหนังสือเล่มนี้ได้เร็วกว่านี้ฉันคงไม่เหนื่อยกับคอลลัมน์นี้มากมายนัก ทำไมฉันที่ได้เป็นยัยโง่ได้ขนาดนี้นะทั้งๆ ที่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ฉันอยากได้มาไว้ในครอบครองเอาเสียมากๆ
     
                  เมื่อ 2 วันที่แล้วฉันไปเดินหาร้านไอศครีมอยุ่ที่สยามแสควร์ เจอหนังสืออยู่เล่มหนึ่งเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นต้นแบบของวัยรุ่นในยุคต่างๆ แน่ล่ะ .... ฉันไม่ได้อยากได้หนังสือเล่มนั้นหรอก แต่ฉันกลับนึกถึงคนที่เป็นต้นแบบของฉันมากกว่า ในชีวิตที่ผ่านมา 22 ปีของฉัน มีคนที่ฉันอยากจะเป็นให้ได้แบบนั้นอยู่ 2 คน ซึ่งคนนึงเป็นคนที่ใกล้ตัวฉันมากๆ ส่วนอีกคนเป็นคนที่ฉันเคารพเอาเสียมากๆ เช่นกัน
     
                  คนแรกที่ฉันกล่าวถึงคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก "แม่" ของฉันเอง แม่เป็นผู้หญิงสู้ชีวิตตั้งแต่ฉันจำความได้ ฉันไม่เคยเห็นแม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เลนยแม้แต่ครั้งเดียว กับเรื่องลูกก็เหมือนกัน ฉันไม่เคยจะเถียงชนะแม่ซักทีแต่ก็นั่นแหละ ก็นั่นมันแม่ฉันนี่!!!! นอกจากความใจสู้ของแม่แล้ว อีกอย่างที่เห็นได้จากผู้หญิงคนนี้คือ ความเก่ง ฉันอยากเป็น Working Woman ก็เพราะเธอคนนี้นี่แหละ ฉันรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้เขยิบเข้าใกล้แม่ทีละก้าวๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องเดินทางเดียวกับที่แม่เดินไปหรอกนะ เพราะฉันก็มีทางของฉันเหมือนกัน มีสิ่งหนึ่งที่ฉันคิดไว้ว่าฉันจะไม่ทำตามแม่แน่นอน แม่เป็น"เจ้าแห่งการสร้างสถานการณ์" เช่นตอนเช้าเวลาปลุกคนขี้เซาอย่างฉันให้ลุกออมาจากเตียง แจ่จะโวยวายทำเหมือนตอนนี้เวลา 12.00 น. แล้ว ทั้งที่จริงๆ มันเพิ่งจะ 7 โมงเช้า มันทำให้ฉันหัวซุกหัวซุนรีบอาบน้ำทำอะไรต่อมิอะไรให้เสร็จ แต่สุดท้ายฉันก็ต้องมานั่งเซ็งว่าอ่าวฉันตื่นก่อนเวลาไปซะนานมากๆ เนี่ยแหละ แม่ฉันเอง......แต่มันก็เป็นความน่ารักอย่างนึงของเธอ ที่ฉันก็คงโกรธเธอไม่ลงซักที
     
                   อีกคนนึงที่ฉันเห็นเป็นแบบอย่างที่ดีของฉันในการเดินตามก็คือ พี่ป้อม พี่ชายที่เคารพรักของฉันนั่นเอง พี่ป้อมเป็นคนเก่งและมองโลกได้กว้างมาก อย่างน้อยๆ ก็กว้างกว่าที่ฉันมองเห็นอยู่มากโข ฉันรู้จักพี่เขาตอนที่ฉันไปฝึกงานอยู่ที่อมรินทร์ฯ ซึ่งพี่เขาเป็นบก.หนังสืออยุ๋ในขณะนั้น ในช่วงฝึกงานฉันได้รับคำแนะนำในการทำงาน มากมายจากพี่ป้อม และการพูดคุยกับพี่เขาทำให้ฉันได้เปิดมุมมองของชีวิตมากขึ้นในหลายๆ เรื่อง พี่ป้อมมักจะให้ข้อคิดดีๆ กับฉันเสมอ ไม่เฉพาะเรื่องงานแต่กับเรื่องการดำเนินชีวิต ซึ่งนั่นสำคัญมากในความคิดของฉัน 2ปีผ่านมาฉันเจอพี่ป้อมอีกครั้งในฐานะเจ้านายและพี่ชาย ซึ่งเขาก็ยังเหมือนเดิม.... แต่คราวนี้การได้ร่วมงานกับเขาทำให้ฉันได้รุ้อะไรเพิ่มขึ้น ฉันได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ การวางตัว การใช้ชีวิตที่หาไม่ได้จากในมหา'ลัย และที่สำคัญพี่ป้อมเป็นผู้มีพระคุณที่ทำให้ฉันได้มายืนตรงนี้ ระหว่างการทำงาน 1 เดือนที่ผ่านมา ฉันเห็นพี่เขาเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงานและก็พยายามทำให้ได้อย่างพี่เขา แต่ก็ไม่ได้จะลอกเลียนแบบความเป็นพี่ป้อมมาใส่ในตัวฉันหรอกนะ เพราะคงจะตลกน่าดูถ้าฉันทำแบบนั้นลงไป
     
                    หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้คงจะแปลกใจสิว่า ทำไม 2 คนที่ฉันควรจะเป็นเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิตไม่เป็นแม่ กับ พ่อ แต่สำหรับฉันนั่นถูกต้องแล้ว พ่อไม่ได้เป็นคนที่ฉันอยากเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตหรอก แต่ฉันจะยกให้พ่อเป็นแบบอย่างสำหรับคนที่จะมาเป็นพ่อของลูกฉันในอนาคต!!!!!!! พ่อไม่ได้เป็นคนดีเด่อะไรในสายตาฉัน พ่อบางทีก็ขี้หงุดหงิด บางทีก็พูดจาไม่เป็นสับปะรด แต่พ่อรักครอบครัว รักแม่ และที่สำคัญพ่อรักฉันที่สุดในโลก!!!! นั่นเพียงพอที่ฉันจะไม่ต้องอธิบายอะไรสำหรับพ่อของฉันอีกต่อไป คำตอบนี้คงพอจะทำให้ทุกคนเลิกหาว่าฉันไม่รักพ่อได้แล้วใช่ไหม? ฉันอยากให้คนที่มาเป็นคนรักของฉันอย่างน้อยๆ เป็นได้ครึ่งนึงของพ่อฉันนั่นก็ดีถมเถแล้ว... แต่ขออย่าให้เจอกับคนปลิ้นปล้อนเลยเพราะฉันไม่อยากเสียใจอีก
     
                   หลังจากพักสมองมาเขียนอะไรไร้สาระมาพักนึง ฉันกลับไปมองนาฬิกาซึ่งตอนนี้บอกเวลาบ่ายโมงสี่สิบห้าแล้ว ฉันว่าฉันควรไปเสียที....อย่างน้อยฉันก็อิ่มใจที่ได้นึกถึงเรื่องราวแสนสุขของคนรอบๆ ตัวฉัน แต่ถ้าฉันคิดมากไปกว่านี้ งานจะตกลงมาทับหัวฉันตายแน่นอน...........................
     
     
    April 20

    ฟ้าหลังฝน

     
     
    "หลังจากผ่านเรื่องเลวร้ายต่างๆ นานา มันทำให้ฉันรู้ว่ามันมักจะมีฟ้าหลังฝนเสมอ"
     
                  จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ฉันโตขึ้น...และไม่มองความรักในแบบเด็กๆ อีกแล้ว ทุกอย่างมันจะต้องมีการพัฒนาต่อไป ซึ่งฉันก็เข้าใจแต่ไม่รุ้ว่าจะทำตามสมอง...ได้มากเท่าการทำตามอารมณ์รึเปล่า...นี่คือสิ่งที่ฉันยังตอบตัวเองไม่ได้ ตอนนี้เรื่องราวทุกอย่างในชีวิตฉันกลับสู่ความเป็นปกติสุขอย่างที่มันควรจะเป็น ฉันไปทำงานทุกๆ เช้าอย่างสบายใจ...มันน่าแปลกตรงที่ฉันฟื้นตัวได้เร็วมากจนบางทีฉันเองก็ยังอดแปลกใจกับตัวเองไม่ได้ว่าทำไม??? ทั้งๆ ที่ฉันควรจะเสียใจหรืออาจจะนั่งซึมไปเป็นอาทิตย์ๆ แต่ฉันกลับไม่เป็นอย่างนั้น บางทีอาจเป็นเพราะตอนนี้มีงานมากมายที่รอให้ฉันไปสะสางอยู่ก็เป็นได้

                   ที่ออฟฟิศฉันตอนนี้ พี่ๆร่วมทีมที่ทำงานด้วยกันหลังจากกลับจากไปเที่ยวสงกรานต์มาต่างคนก็ต่างออกอาการมือไม่ว่างกันให้เห็นอย่างชัดเจน เพราะงานที่พวกเราควรจะต้องทำให้เสร็จมันมีอยู่ในปริมาณที่มากซะจนพวกเรายังเคลียร์ตัวเองไม่ทัน แต่ถึงยังไงเราก็คงจะต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด...งานในตอนนี้ฉันพยายามจะเขียนให้ได้วันละ 1 คอลลัมน์หรือมากที่กว่านั้น ความจริงแล้วอยากจะเขียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ติดอยุ่ตรงที่ตอนนี้ยังทำไม่ทันจริงๆ อันนี้ฉันไม่สามารถแก้ตัวอะไรได้เลย
     
                   ฉันไปพบกับน้องๆ ที่มหาลัยในวันที่ฉันไปทำเรื่องรับปริญญาที่ทับแก้วมา รู้สึกคิดถึงทุกคนมากๆ แต่พอเจอเข้าจริงๆ ก็กลับไม่รุ้จะพูดอะไรกับน้องๆ บางทีอาการคิดถึงคงไม่มีอะไรตามมากับมันเป็นแน่ เพราะที่จริงแล้วฉันมีเรื่องมากมายอยากจะอยู่คุยกับพวกเขา แต่เวลาที่จำกัดจำเขียดนั้นทำให้ฉันไม่สามารถทำอย่างที่ใจต้องการได้ บางทีถ้า 1 วันมีสัก 48 ชั่วโมงคงจะพอให้ฉันได้ทำอะไรได้มากมายเท่าใจคิด เพราะบางทีฉันก็คิดอยากจะทำอะไรๆ มากมายในเวลา 1 วันของฉันเสียเหลือเกิน ติดตรงที่ความจริงก็คือความจริง 1 วันก็ยังคงมี 24 ชั่วโมงเท่าเดิม
     
                     ฉันได้รับเรื่องราวเสียใจไปแต่ในเวลาไล่เลี่ยกันมีเรื่องที่ทำให้ฉันอิ่มเอมใจได้เยอะเลยทีเดียว จากเรื่องที่เคยเล่าว่าไปเล่นน้ำกับพี่ชายทั้งสอง คือ พี่พัฒน์และพี่เปรี้ยว อีก 2 วันถัดมา ฉันได้พบกับเพื่อนๆ ในกลุ่มของฉันซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สมาชิกที่ไปในวันนั้นประกอบไปด้วย ต๋อม ศุภ ตี๋ ชัด และเก้ง เราไปดูหนังด้วยกันเรื่อง 23 เพื่อนๆ ยังน่ารักเหมือนเดิมทุกคน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกันนานแค่ไหนก็ตาม และในวันนี้พี่ชายที่ฉันเคารพรักอย่างพี่ป้อมมีข่าวดีมาบอกฉัน...เรื่องนี้ขอไม่เล่าเพราะฉันไม่รุ้ว่าถ้าเล่าไปแล้วจะมีผลดีหรือผลเสียกับตัวฉันมากกว่า แต่เอาเป็นว่าเรื่องนี้เป็ย "ข่าวดี" สำหรับฉันข่าวใหญ่เลยทีเดียว และฉันก็ปลาบปลื้มซะเต็มประดา
     
                     อีกเรื่องที่เป็นเรื่องไร้สาระในชีวิตฉันก็คือตอนนี้ฉันเรียนขับรถมาได้ระยะนึงแล้ว ความจริงควรจะพูดว่าฉันเรียนมาได้เพียง 3 วันถึงจะถูกสินะ แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรุ้สึกยืดได้อีกเรื่องก็คือ ครูผู้สอนฉันอนุญาตให้ฉันขับรถไปจนถึงจังหวัดนครปฐมและขับกลับมาจนถึงโรงเรียนได้ ซึ่งฉันคิดว่าสำหรับใครหลายๆ คนอาจจะเป็นเรื่องกระจิ๊บกระจ้อย แต่สำหรับฉันมันทำให้ฉันยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิเลยทีเดียว อย่างน้อยต่อไปฉันก็ยังอวดใครๆ ได้ว่าฉันเรียนแค่ 3 วันก็ขับรถได้แล้วนะ และก็อย่างที่บอกมันเป็นแค่เรื่องไม่เป็นเรื่องของฉันเอง
     
                     ความจริงแล้วมีเรื่องที่ฉันอยากจะเล่าให้ฟังมากมายเลยทีเดียวติดอยู่ที่ว่างานของฉันมันเริ่มส่งกลิ่นแล้ว เพราะการดองงานมากมายของฉันและคิดว่าคงจะเป็นการดีกว่าถ้าจะรีบทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เสร็จในเวลาอันใกล้นี้ ก่อนที่ซักวันหนึ่งหัวหน้าซึ่งเป็นพี่ชายสุดเคารพรักของฉันจะกุดหัวฉันไปเพราะโทษฐานที่เอาแต่อัพเสปซแต่ดันไม่ยอมทำงานทำการซะนี่ แต่ก็อย่างที่ฉันบอก ฉันมีความสุขกว่าเมื่อคราวที่มีใครคนนั้นอยู่แล้วล่ะ แล้วฉันก็ไม่โกรธเขาอีกต่อไป นี่ฉันใจดีไปรึป่าวนะ....
     
     
    April 14

    สิ่งที่ดีในสิ่งที่ไม่ดี

     
     
                              สงกรานต์ปีนี้ถ้าจะเทียบกับปีก่อนๆ แล้วคงถือว่าเป็นสงกรานต์ที่แย่ที่สุดในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมาเลยก็ได้ หลังจากที่เกิดเรื่องราวที่ไม่น่าเกิดอย่างที่เคยเล่าไปแล้ว แต่ว่าโลกที่หมุนไปเรื่อยๆ ก็ทำให้ฉันรู้ว่า ความจริงแล้วโชคชะตาก็ไม่ได้เล่นตลกกับฉันไปซะทั้งหมดหรอกนะ เพราะในความเลวร้ายที่ฉันได้พบมาก็ทำให้ฉันได้เจอกับอีกสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า "มิตรภาพ" มันเป็นสิ่งที่ยากจะเห็นได้ในเวลาที่เราไม่ขาดแคลน ซึ่งก็แน่ล่ะ...ตอนนี้ฉันกำลังขาดแคลนมันเสียเต็มประดา
     
                             ทุกคนที่รู้เรื่องราวของฉันต่างพากันหยิบยื่นความรู้สึกดีๆ ที่เราเรียกกันว่า "ความห่วงใย" มาให้ฉันและฉันก็นึกซึ้งในความใส่ใจของพวกเขาเหลือเกิน บางทีถึงเวลาที่ฉันควรจะหันกลับไปใส่ใจพวกเขาเหล่านั้นให้มากกว่าที่ผ่านมาเสียแล้ว ทั้งเพื่อนๆ และคนที่รักฉันอีกมากมาย ทุกคนยังใส่ใจและปฏิบัติกับฉันเหมือนเช่นเคย ไม่เข้าใจว่าฉันมัวไปทำอะไรอยู่นะ... ทำไมในบางครั้งฉันถึงไม่เคยเห็นพวกเขาอยู่ในสายตาของฉันเลย คิดแล้วฉันก็ยิ่งรุ้สึกละอายมากขึ้นทุกทีๆ
     
                            ตอนนี้ฉันเริ่มมีชีวิตที่ห่างไกลจากเพื่อนๆ มากขึ้น เหมือนทุกอย่างต้องพยายามเดินด้วยตัวเอง มันทำให้บางวันฉันก็รู้สึกเหงาขึ้นมาจับใจเลยทีเดียว ฉันคิดถึงเพื่อนๆ เวลาที่เราไปเที่ยวด้วยกัน หรือแม้กระทั่งวันที่เรานั่งทำโปรเจคก่อเรียนจบกันถึงตี 4 ทุกอย่างมันเพิ่งผ่านมาเพียงไม่นาน แต่ฉันกลับไปสัมผัสมันไม่ได้อีกต่อไป แต่ทุกอย่างมันอยู่ "ข้างใน" อย่างพี่ชายของฉันคนนึงบอกเอาไว้ ตอนนี้ฉันเลือกที่จะเก็บสิ่งที่สวยงามไว้ข้างในมากกว่าจะปล่อยให้ความสวยงามเหล่านั้นออกมาเดินเล่นแล้วก็ลอยหายไปในอากาศที่นับวันก็มีแต่สิ่งสกปรกๆ มากมายออกมาเดินกันให้ว่อน
     
                            เพื่อนสาวของฉันคนนึงประสบปัญหาเรื่องความรักแบบเดียวกับฉัน และฉันคิดว่าเรื่องราวของเรา 2 คนคงจะมีอะไรที่คล้ายๆ กันอยู่บ้าง...คำแนะนำของฉันอาจจะช่วยอะไรเธอไม่ได้เลยแต่อย่างน้อยคิดว่ามันคงทำให้เธอไม่รู้สึกอาภัพรักไปมากกว่าฉันหรอก เธอยังมีคนที่ถูกทารุณกรรมทางจิตใจอย่างฉันอีกคนเป็นเพื่อน ซึ่งเธออาจจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้างที่อย่างน้อยก็ไม่ใช่เธอที่เจอเรื่องเลวร้ายพวกนั้นคนเดียวในโลกนี้ ส่วนเรื่องที่คล้ายกันอีกเรื่องคือ เรา 2 คนจริงจังกับความรักและรักมั่นคงเกินไป เกินไปจนมันมาทำร้ายตัวเราเอง....
     
                             เมื่อวานนี้ฉันไปเล่นน้ำสงกรานต์กับพี่ชายที่น่ารักของฉันอีก 2 คน รวมถึงแฟนพี่ชายอีก 1 คนด้วย พวกเราไปเล่นน้ำที่ข้าวสารกัน ในชีวิตของฉันไม่เคยคิดอยากจะมาเล่นน้ำที่นี่ซักเท่าไหร่ เพราะความรุนแรงของที่นี่เลื่องชื่อเสียจนฉันไม่อยากจะตอแยกับมันนัก แต่ฉันอาศัยเขาเล่นสงกรานต์นี่...เขาไปไหนฉันก็ไปด้วยทั้งนั้นแหละ เราเดินดันไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก ฉันเดินกับพี่ชายสุดที่รักของฉันคนหนึ่ง ฉายาของเขาคือ "พ่อหมี" พ่อหมีทำตัวประหนึ่งเป็นบอดี้การ์ดของฉัน ระหว่างเดินผ่านฝูงคนมากมายไม่มีใครกล้าทำอะไรฉันเลยซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันภาวนาเอาไว้. นับว่าเป็นโชคดีของฉันที่ไม่โดนใครต่อใครทำอะไรอุจาดๆ เพราะฉันก็คงรับคนเหล่านั้นไม่ได้เหมือนกัน หลังจากเที่ยวเล่นกันพอใจแล้ว พี่ชายอีกคนนึงทำหน้าที่สารถีมาส่งฉันจนที่หน้าหระตูบ้าน นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันอิ่มเอมใจได้อีกครั้ง ขอบคุณพี่พัฒน์ พี่เปรี้ยว และเจ๊หลีค่ะ
     
                             กลับมาถึงบ้านได้พักใหญ่ๆ เสียงของ "พี่ด้า" พี่ชายคนใหม่ของฉันลอดมาตามสายโทรศัพท์ "คุณน้อง วันนี้ไปเล่นน้ำที่ไหนมา" "อ๋อ...น้องไปเล่นน้ำที่ตรอกข้าวสานกับหน้าม.มาค่ะ" "วันนี้พี่เจอคนหน้าเหมือนคุนน้องเลย แต่ผมสั้น" "อ่าว...จิงดิ ผิดคนรึป่าวคะพี่" "นั่งรถสาย 91 ที่แอร์ร้อนๆ อ่ะ" อ๊ะ...นั่นมันฉันนี่นา ฉันแอบโกรธพี่ด้าไปนิดหน่อยด้วยความที่เขาเจอฉันแต่กลับไม่ทักทายกันบ้าง แต่ก็ให้อภัยด้วยเหตุผลที่พี่ชายของฉันมากับแฟนและคงไม่อยากให้มีตัวอักษรภาษาไทยเพิ่มขึ้นมาทีละตัว เราคุยกันได้พักหนึ่งเขาก็ขอตัวไปทำธุระต่อ พี่ชายคนนี้ของฉันเป็นคนที่จะเรียกว่ามีลักษณะที่ฉันรู้สึกว่าอยากได้เป็นพี่ชายจริงๆ เหมือนพี่ๆ ของฉันอีกหลายๆ คน บางทีฉันก็สงสัยตัวเอง นี่ฉันจะเที่ยวนับญาติกับใครๆ ไปทำไม แต่มันทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจกับการที่มีคนที่เรารักเหมือนพี่เหมือนน้องอยู่ใกล้ และฉันก็คิดว่าต่อจากนี้ไป ฉันก็คงจะนับญาติกับคนนู้น คนนี้ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีคนยอมคบกับฉันแล้วละกัน
     
                            ผ่านเทศกาลสงกรานต์มาเป็นวันที่ 2 ตอนนี้ชีวิตฉันเรียกได้ว่าดีขึ้นจากวันแรกๆ เยอะ ฉันมีความสุขกับการคุยกับคนนู้นที คนนี้ที และก็สบายใจกับการตั้งใจเขียนหนังสือน่าอ่านๆ ออกมาซักเล่ม ไม่ต้องได้พิมพ์เป็นเล่มหรอก ขอแค่ให้ทุกคนที่อ่านแล้วมีความรู้สึกดีๆ กลับไปเท่านั้นฉันก็พอใจแล้ว เพราะอย่างฉันคงจะต้องฝึกผนไปอีกนานโขเลย แต่ตอนนี้อยากได้ยินเรื่องราวจากเพื่อนๆ ของฉันที่ห่างหายกันไปบ้าง ตอนนี้ทุกคนสบายดีหรือป่าว????นะ
     
     
     
    April 13

    ความทรงจำสีเทาๆ

     
    เคยคิดว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเราไปแล้วมันจะไม่เกิดขึ้นมาอีกครั้ง
    แต่สุดท้ายมันก็ซ้ำรอยเดิมจนได้....
     
     
     
                   ฉันนั่งอยู่บนรถโดยสารประจำทาง มุ่งหน้าไปยังสถานที่ๆนัดพบของฉันและพี่ๆที่มหา'ลัยอีก 2-3 คน ระหว่างทาง ฉันทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเรา.... ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเวลาเกือบๆ 2 ปีที่แล้ว และตอนนี้มันเกิดขึ้นมาอีกครั้ง ในช่วงที่ผ่ามมาเกือบๆ 4 เดือน ที่เราเริ่มกลับมาใช้เวลาให้มีคนอีกคนอยู่ข้างๆ กัน มันทำให้ฉันรู้สึกว่าเรื่องเก่าๆ ระหว่างเรา 2 คน และความทรงจำอันแสนเลวร้ายเก่าๆ คงจะไม่ย้อนกลับมาเล่นงานฉันหรอกนะ... แต่ฉันคิดผิดไป...
     
                ย้อนกลับไปเมื่อ2 ปีที่แล้ว ฉันให้ความสำคัญกับคนๆ หนึ่งมากมายเหลือเกิน เราใช้เวลาทำความรู้จักกันแค่เพียง4-5เดือน แล้วเขาก็จากฉันไป โดยให้คำลาจากเอาไว้ว่าเราเข้ากันไม่ได้ และบั่นทอนความรู้สึกดีๆ ของฉันด้วยการให้ฉันบอกกับคนๆ นั้นของเขาว่า"เราไม่เคยเป็นอะไรกัน" มาในตอนนี้ วันนี้ นิทานเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นดูจะเลวร้ายกว่าครั้งที่ผ่านมาเสียอีก ความจริงแล้วอาจจะเรียกว่าฉันเองที่เข้าไปก่อเรื่องราวให้มันเกิดขึ้นก็ได้ละมั๊ง
     
                 เมื่อตอนปีใหม่ที่ผ่านมาเราเหมือนว่าจะกลับมามีความรู้สึกดีๆกันอีกครั้งหนึ่ง ฉันคงไม่แก้ตัวว่าฉันไม่ได้มีใจให้เขานะ เพราะฉันก็คงยังตัดใจไม่ได้เหมือนเดิมแม้ว่าเวลามันเดินผ่านไปไกลแล้วก็ตาม เขาพูดกับฉันเหมือนกับคนที่สำนึกผิดกับเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่รู้สินะ...ลองๆ มาคิดดูตอนนี้ เขาจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร ในเมื่อสิ่งที่เขาทำมันไม่ได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งเหล่านั้นเลย ฉันได้คุยเรื่องของเราเมื่อเดือนก่อน เขาบอกกับฉันว่า "ไม่รู้สิ เราอยากให้มู่ดูเอาเอง ว่าเราพร้อมจะดูแลมู่รึป่าว" จากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจนถึงวันนี้คือความเงียบและเงียบเหมือนน้ำนิ่ง....แต่นั่นคือสิ่งที่ดีสินะ มันทำให้ฉันเห็นว่าในน้ำนั้นมีอะไรอยู่บ้าง
     
                 เมื่อวาน มันเป็นวันที่ฉันคิดว่าวันนี้ต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของฉันในรอบปีนี้แน่นอน แต่เค้าทำให้มันกลายเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดวันนึงได้ในพริบตาเดียว ฉันไม่รุ้ว่าเขาทำอย่างนั้นทำไมอีกเช่นกัน เช้าวันนั้นพี่ชายคนนึงของฉันโทรมาเพื่อยินดีกับวันคล้ายวันเกิดของฉันซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ฉันดีใจมาก แต่สิ่งที่ต่อท้ายจากนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันเครียดไปได้เลยทีเดียว พี่ชายคนนั้นบอกชั้นว่า เขาคนนั้นของฉันไม่สิ...ไม่ใช่ของฉันอีกต่อไปหรือความจริงไม่ใช่ของฉันมาตั้งนานแล้ว เขากำลังจะพาคนรักของเขาไปเที่ยว...ฉันเลยนึกถึงคำว่าเรา....มันไม่มีอยุ่ในหัวสมองของฉันอีกต่อไป  มีแต่คำว่า ฉันและเธอ ซึ่งมันเหมือนกับเป็นการบอกตัวเองกลายๆ ว่า "พอเถอะนะ...เหนื่อยแล้ว" ในเมื่อนี่คือสิ่งที่เขาต้องการ ฉันก็ควรปล่อยให้เขาไปตามทางของเขาซักที ต่อไปนี้จะไม่มีคำว่าเรา....กับผู้ชายคนนี้อีกแล้ว ฉันปล่อยมือจากเขาไปตลอดกาล....แค่บางสิ่งที่ฉันยังไม่เข้าใจ เขาทำแบบนี้กับฉันทำไม ในเมื่อตอนแรกเราเป็นเพื่อนกันแบบเมื่อก่อนก็ดีอยู่แล้ว หรือว่าสิ่งที่เขาทำไปเพียงเพื่อให้ฉันต้องมาเจ็บใจซ้ำๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนๆ เดิม
     
                  จนเมื่อคืนสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจก็เปิดเผยออกมา ฉันโทรไปหาเขาด้วยเบอร์โทรศัพท์แปลกๆ เพื่อที่เขาจะได้ไม่รู้ตัวว่าเป็นฉันมันจะทำให้ฉันได้คุยกับเขาง่ายขึ้น เขารับโทรศัพท์และพอได้ยินว่าเป็นฉันเขาก็ทำเสียงง่วงนอนทันที ฉันพูดธุระของฉันเสร็จแล้วถามว่าเขาทำอะไรอยู่ คำตอบที่ได้จากเขาทำให้ฉันไม่สามารถเชื่อได้ว่าเขานอนอยู่ จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรล่ะในเมื่อเสียงตอนรับโทรศัพท์ของเขาสดใสและไม่มีทีท่าว่าจะง่วงนอนเอาเสียเลย หลังจากคุยกันอีก2-3คำ  คำพูดที่ว่านอนอยู่ก็กลายเป็นเขากำลังอยุ่บนรถ ฉันไม่เข้าใจว่าเขากำลังโกหกไปเพื่ออะไร จากนั้นคำพูดสุดท้ายที่ฉันคุยกับเขาแล้วรู้เรื่องทั้งสองฝ่ายก็คือ พรุ่งนี้จะพาแฟนไปเที่ยวไหนล่ะ... เมื่อเขาได้ยินเขาก็ทำเป็นง่วงนอนหนัก ฉันก็เลยวางสายเพราะคิดว่าคงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคุยกับเขาอีกต่อไป... เขาทั้งโกหก ปลิ้นปล้อน และทีสำคัญเขาทำร้ายจิตใจของฉันอีกครั้ง มันมากจนทำให้ฉันรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่ฉันจะหยุดคิดอะไรดีๆ แก้ตัวให้กับสิ่งที่เขาทำกับฉันเสียที เขาทำให้วันที่มีความสุขที่สุดของฉันกลายเป็นวันเลวร้ายได้เมื่อคุยกับเขา เขาเก่งมากจริงๆ จนมาถึงตอนนี้ฉันยังไม่เข้าใจอยุ่ดีว่าเขามาดีกับฉันเพื่ออะไร แต่ที่ฉันแน่ใจคือเขาคงจะสนุกที่ทำให้คนอย่างฉันหัวปั่นได้ และเขาก็คงจะมีความสุขกับสิ่งนี้ไปอีกนานเลยทีเดียว และสิ่งที่ฉันคิดตอนนี้คือเขาเป็นสิ่งไร้ค่าสำหรับฉันไปเสียแล้ว เขาทำให้ฉันได้รู้ว่าผู้ชาย "ตอแหล" เป็นอย่างไร นั่นเพียงพอที่จะทำให้ฉันตาส่วางได้แล้วล่ะ....
     
                   ตอนนี้รถประจำทางมาจอดอยู่ที่ถนนแถวๆศิริราช....ไม่รู้ว่าเป็นวันโชคไม่ดีของฉันรึป่าว อากาศบนรถร้อนขึ้นทุกทีๆ คนขับต้องลงไปเพื่อดูว่าเครื่องเป็นอะไรหรือป่าว สุดท้ายก็สรุปได้ว่าเครื่องยนตร์เสีย ฉันและผู้โดยสารอีกหลายๆ คนลงจากรถมาด้วยอาการเดียวกัน ฉันคงต้องรีบไปแล้วล่ะ...เพราะตอนนี้จวนเจียนเวลาเต็มทีแล้ว Taxiสีชมพู จอดเทียบฟุตบาทที่ฉันยืนอยู่ ได้เวลาไปเสียที มันจะมีประโยชน์อะไรมาคิดเรื่องพรรค์นี้ ก็ในเมื่อชีวิตของฉันก็ต้องก้าวต่อไป ฉันเปิดประตูรถและบอกกับคนขับถึงจุดมุ่งหมายของฉัน "ไปสนามหลวง....ตรงมหา'ลัยศิลปากรค่ะ"
    April 11

    เอเอฟ 4 อะคาเดมี ออดิชั่น

     
     
              กว่าจะผ่านงานออดิชั่น เอเอฟ 4 มาได้ ก็เล่นเอาชาวทรูไลฟ์แทบลากเลือดกันไปทุกคนเลย
    ฝ่าย CONTENT ทั้ง 3 เหลืองานกันอีกบานนนนนนนนน...... ไม่รุจะช่วยกันยังไงหมดเลยทีเดียว
    แต่ก็เอาน่า...เดี๋ยวก็จะมีวันหยุดยาวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆแล้วใช่มะ กี่วันเนี่ย??????????????
     13 - 18 เออค่อยยังชั่วหน่อย
    วันแรกคับ ยังไม่เหนื่อยเท่าไหร่ ยังรุ้สึกว่า "โห....คนเยอะจังเลย" แต่ก็ยังมีความสามารถในการบิ๊วท์น้องๆต่อไปได้
    วันที่ 2 ยัง...ยังมีแรงอยุ่ฮึดๆๆๆๆ สู้สุดใจกันไปข้าง วันนี้น้องเยอะขึ้นอีก หกร้อยนิดๆ โอ้....เยอะจัง
    วันที่ 3 โอ้ววววว.....ยังมันส์อยู่ ไม่เป็นไรน้องๆลุยๆๆๆๆๆๆ วันนี้สัมภาษณ์เด็กไปเกือบๆ 30 คน กะว่าไม่ต้องหาสต๊อกอีกชาตินึงเลย
    วันที่ 4 เริ่มแล้วคับเริ่มเยอะเกินไป แรงเริงอารายนี่เริ่มหมด บ้านไกล ไปเช้า กลับดึก ไม่ได้กินข้าว โอ๊ยครบเซ๊ต วันนี้จำได้ตอนเช้ากินกาแฟไปครึ่งแก้ว
            กินอีกที 1 ทุ่ม โกโก้เยนอีกแก้ว แล้วก็กลับบ้าน จำได้ว่ากินกะเพาะปลาไปมือสั่นไปเลยคับพี่น้อง 555
            วันเกิดพี่หย่ายมาก....โคตรใหญ่(พี่อีเว้นท์ของทรู) แฮบปี้เบิร์ดเดย์นะพี่
    วันนี้วันที่ 5 หมดแรงฮึดแล้ว กินอารายก็ไม่ลง บิ๊วน้องก็ไม่ไหว ป่วยกั๊บ ตื่นมาตี5 มาเฮ้าส์ตอน 7โมง แล้วก็เขียนเรื่องน้องไนท์เสร็จ รับสมัครเอเอฟต่ออ่ะ
    ตอนบ่ายไปสัมภาษณ์พี่เวศ์ ไม่เจอนานมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  5ปีได้อ่ะ ก็ดี่พี่เวศ์พูดได้เท่ห์มากกกกกกกกกก ชอบๆๆๆๆๆ
     
    เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้คุยกะพี่คนนึง ที่อยุ่ดีๆก็ส่งแมสเสจมาหานานแล้วอ่ะ แล้วไม่บอกซะทีว่าเปนใคร เพิ่งมารุไม่นานนี้เองว่า
    เค้าคือพี่ที่ช่อง 7 ติดตามการเจริญเติบโตของเรามานานแล้ว(ตั้งแต่เปนตัวอ่อนจนเปนผีเสื้อเลย)555
    พี่เค้ามีคำจำกัดความให้เราด้วยนะ ว่า "เรียบร้อย ลุยๆ" เอ้อ...เอากะเค้าสิ
    ก็แปลกดี ที่อยู่ดีๆ ก็มีคนมาให้ความสนใจ ก็แปลกใจอ่ะ วางตัวไม่ค่อยถูกแต่ก็ขอบคุนนะค๊ะที่ยังเหนตัวตนของเรา
    มากกว่าคนที่บอกกันว่าสนใจ แต่สุดท้ายก็ทิ้งกันไปอยุ่ดี
     
    11 เมษายน วันนี้ตื่นมาตอนเช้าด้วยอารมณ์แบบยังไม่อยากลุกจากเตียงเลย
    รู้สึกเหนื่อยอ่ะแล้วก็หมดแรง ไม่อยากทำอะไรเลย ไปเอาซีดีรูปที่สยาม
    กลับมาทำงานต่อที่ออฟฟิศ...กลับบ้าน
    วันนี้หงุดหงิด....เล็กน้อย ก็งานเยอะๆ จะมาวุ่นวายอยู่ได้บอกแล้วว่างานเยอะๆ
    เอาน่า....กลับบ้านมา ทำงานต่อดีกว่า.....
    ไปกินข้าวกับแม่ทีเดอะมอลล์มา พรุ่งนี้ก็ถึงแล้วสินะ "วันสุดท้าย"
    ที่จะเอาใจไปผูกไว้กับใครคนนั้น ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปจะตัดใจจากคนๆ นั้นซะที
    ลบเบอร์ ลบรูป ไปให้หมด...หรือจะเก็บไว้ดีนะ เพราะการลบออกจากใจมันยากกว่าใช่มั๊ยล่ะ
     
     
    พี่ป้อมไม่สบายวันนี้....เลยไม่ได้เข้าออฟฟิศ หายเปื่อยเร็วๆนะเฮีย...
     
    อยากไปตัดผมสั้น ซอยเยอะๆ ช่วงนี้ขี้เกียจดูแลตัวเอง เวลาจะนอนยังไม่ค่อยพอเลยเหอๆ....