Nichnasa's profileMumuu StoryPhotosBlogListsMore Tools Help

Mumuu Story

Nichnasa olanwanichkun

Occupation
Location
Interests
by 
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
Junelliwrote:
มาเยี่ยมเยียนจ้า
Oct. 2
เพลงที่อินจัด

Horoscopes

Loading...

Weather

Loading...
Photo 1 of 11
More albums (38)
June 14

Mad

 
  
 
 
เพลง mad -Ne Yo ดังซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
ชั้นฟังเพลงนี้วนไปวนมารอบที่เท่าไหร่แล้วนะ.......
ใครบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลง ที่ฟังดูแล้วอยู่ในอาการเศร้าไปซักหน่อย
จะว่าอย่างไรก็ตามแต่ บางครั้งชั้นก็ไม่ได้สนใจซักเท่าไหร่นักว่าเพลงนี้มีความหมายว่าอะไร
แค่รู้สึกว่า "เพลงนี้...เพราะจังเลยนะ" แค่นี้ก็ใช้ได้สำหรับชั้นแล้วล่ะ
 
 
แต่วันนี้แตกต่างออกไปจากทุกวัน ชั้นกลับตั้งใจฟังเสียงหนุ่มเจ้าเสน่ห์คนนี้อย่างเต็มที่
ด้วยความอยากรู้ เนื้อหาและความหมายของเพลงๆ นี้ จริงๆ จังๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้ชั้นผิดหวังกับความหมายของเพลงๆ นี้เลย

เรื่องราวของคู่รักที่ ทะเลาะกัน เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความรู้สึก
โดยที่บางครั้ง เราก็ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเรื่องที่เราทะเลาะกัน ขว้างปากันด้วย สิ่งของ หรือแม้แต่คำพูดที่ทำร้ายจิตใจกัน
สิ่งที่ทำไปนั้นมันคืออะไร แล้วมันมีสาเหตุมาจากอะไร
 
 
ชีวิตคนเราจริงๆ มันก็คงจะต้องมีสักวันแหละ ที่เราและเขาอยู่ดีไม่ว่าดี หันหน้ามาตั้งหน้าตั้งตาทะเลาะกัน
โดยที่ทะเลาะกันไปโดยการเอาศักดิ์และสิทธิ์ของคำว่า "คนรัก" มาเป็นเดิมพัน ซึ่งเวลานั้น เราไม่ได้คิดเลยว่า
การกระทำที่จะเกิดตามมานั้น ได้ทำลายความรู้สึกของคนที่คุณรัก แล้วเค้าก็รักคุณไปเสียแล้ว
ความรู้สึกที่เสียไปนั้น บางอย่างก็สามารถแก้ตัวได้ เรียกความรู้สึกดีๆ กลับคืนมาได้แต่ในขณะที่บางความรู้สึกเมื่อเสียไปแล้ว เราไม่สามารถเรียกมันกลับคืนมาได้อีก
 

บางครั้งเราทะเลาะกัน โมโหใส่กัน ร้องไห้ให้กันและกัน แต่เราก็ไม่ยอมลงให้กันและกัน
 แต่รู้หรือเปล่าในเวลาที่เราทะเลาะกันอยู่นั้น สิ่งที่เรารู้สึกเหมือนกันคือ "ความเจ็บปวด"
 
 
เมื่อพอมานึกได้ในเวลาที่เราและเขาสงบจิตสงบใจได้แล้ว บางทีเราก็มาคิดว่าเราทำอะไรลงไป
เราโมโหใส่กันทำไม?
เราร้องไห้เพราะอะไร?
เราทะเลาะกันไปเพื่ออะไร?

แล้วสิ่งที่คิดอีกอย่างหนึ่งก็คือนี่คือสิ่งที่เราอยากได้จากการที่เรารักคนๆ หนึ่งหรอ?
แล้วกลับกัน นี่คือสิ่งที่เราอยากได้จากคนที่เรารักหรือเปล่า?
 
 
ตอนนี้ เนื้อเพลงขึ้นมาในท่อนฮุคที่ร้องว่า
i know sometimes its gonna rain,
but baby can we make up now cause i can't sleep through the pain.
girl i don't wanna go to bed, mad at you
and i don't want you to go to bed, mad at me
 
 
บางครั้ง....มันก็มีวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจบ้าง
แต่เราจะสามารถจะสามารถแก้ไขมันในตอนนี้ได้รึเปล่า เพราะชั้นไม่อยากนอนหลับไปในคืนที่เจ็บปวดเช่นนี้
ชั้นไม่อยากหลับไปในขณะที่ก็ยังโกรธเธออยู่
แล้วชั้นก็ไม่อยากให้เธอนอนหลับไปทั้งๆ ที่ยังโกรธชั้นอยู่เช่นเดียวกัน
 
 
 
บางที ความรักก็ไม่ได้เพอเฟคไปซะทั้งหมด แต่บางครั้งมันก็ทำให้เราได้รู้ว่าดีแค่ไหนที่อย่างน้อยๆ
เราก็ยังมีคนให้ทะเลาะด้วยตราบใดที่ความรักของเราสองคนยังเป็นสิ่งที่จับต้องได้แล้วก็มันก็เป็นปกติดีทุกประการ เหมือนที่เคยๆ เป็น
บางที การทะเลาะกันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับการที่เราได้เรียนรู้ และยอมรับในตัวตนของกันและกัน
บางที ความรักก็ไม่ได้กำหนดว่าเราจะต้องมีเพียงแค่ความรักให้กัน
บางที การทะเลาะกันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ความรักต้องการให้เกิดขึ้น

แต่ในเมื่อสุดท้ายแล้ว เขา....หรือเธอ.....คนนั้น ยังเป็นคนที่คุณรักที่สุดอยุ่ในตอนนั้นละก็ อย่าปล่อยให้เรื่องราวผ่านไป ง่ายๆ นะคะ
แล้วคุณนั่นแหละ จะเป็นคนที่รู้จักคุณค่าของความรักที่สุด ^^
 
 
May 31

เจเจวันหยุด

 
และแล้วก็ได้ไปเที่ยวซักที หลังจากมัวแต่ขลุกๆ อยุ่กับอะไรๆ มาซะนาน
วันนี้ต้องไปซื้อของค่ะ ก็เลยหาโอกาสไปเที่ยวด้วยซะเลย
เป้าหมายที่เราจะไปวันนี้ก็คือ จตุจักรหรือJJ นั่นเองค่ะ
 
นัดหมายสิบโมง ที่รถไฟใต้ดิน ประตู 1
ไปประตู 1 จริงๆ ค่ะ แต่ประตู 1 สถานีจตุจักร กับสถานีกำแพงเพชรค่ะ
(แล้วมันจะไปเจอกันได้ยังง๊าย.....)
 
มาถึงเราก็มาที่ร้านๆ นี้ก่อน หาอะไรรองท้องเพิ่มพลังก่อนเริ่มทริป
สั่งมักกะโรนี ผัดไทยแล้วก็ไก่ทอด 1 ชุดค่ะ หน้าตาออกมาเป็นแบบนี้....
ร้านนี้อยู่ตรงสถานีรถไฟฟ้ากำแพงเพชร ประตูที่ 1 ค่ะ ออกมาแล้วเดินไปทางซ้ายมืออีกนิดนึงจะเก็นร้านอยู่
บรรยากาศร้านน่ารักๆ เห็นแล้วสะดุดตาค่ะ ส่วนรสชาตอาหารแนะนำให้สั่งเป็นอาหารไทย หรือก๋วยเตี๋ยวจะดีกว่าค่ะ
บรรยากาศร้าน
 
 
สั่งมักกะโรนีไป โดนสติชแย่งกินหมดเลยค่ะ
 
 
อิ่มแล้วก็ได้เวลาเดินทางเป้าหมายในวันนี้จะซื้อเสื้อผ้าไปงานแต่งงานเพื่อนค่ะ เดินเข้าไปในโครงการ3 ซอยแรกไปเรื่อยๆ
ผ่านไปเจอเสื้อมัดย้อมสกรีนลายแล้วก็เฮ้ย.....คุ้นอ่ะ.....หรือว่านักร้องเกาหลีสมัยนี้ได้แรงบันดาลใจจากเจเจอ๊ะป่าวเนี่ย
 
 
 
เหมือนมั๊ย แต่เราว่าเหมือน ฮ่าๆๆๆๆๆๆอย่าให้เห็นเสื้ออนยู เหมือนใช้ได้ทีเดียว
 
อ่ะๆ นอกเรื่องมากพอแล้วเดินผ่านร้านกางเกงไปเจอร้านกางเกงยีนส์ แวะไป 2 ร้าน สรุปแล้วได้กางเกงยีนส์มาตัวนึง(ของพี่แชมป์นะ)
แล้วก็เดินต่อไป เรื่อยๆ พเหนื่อยก็เลยแวะออกมาเดินริมถนนข้างนอกบ้าง เจอของดี ลองสังเกตุที่รุปดีๆ นะคะเครื่องดนตรีทั้งหมดเป็นเครื่องดนตรีไทย
แต่ลองดูหน้านักดนตรีต่ละคนแล้ว พี่แชมป์บอกว่า "น่าจะมีมีพี่เสก-โลโซเป็นไอดอลนะ" ฮ่าๆ เห็นด้วยค่ะ.....หน้าตาดูได้มาก ถ้าไปเล่นเพลงแนว Rock 'n Roll
 
 
 
 
 
อีกเป้าหมายนึงสำหรับการเดินทางมา เจเจ ในครั้งนี้นั้นก็คือ มซื้อของฝากให้พี่สาวที่ฮ่องกงค่ะ
อาทิตย์ที่แล้วพามาแล้วเจ๊เกิดติดใจ อารมณ์แบบว่าอยากได้ของบางอย่างที่คราวที่แล้วชวดไป
 
คราวนี้...ก็เลยต้องไม่พลาดก่อนที่อาโกวจะกลับฮ่องกงซื้อไปฝากค่ะ สุดท้ายได้ผ้าพันคอ พร้อมกับตุ๊กตาผ่าเหล่าไปหนึ่งตัว
ดูเหมือนน้อยแต่ว่าราคานี่ไม่น้อยนะคะ เกือบๆ พันได้แล้วอ่ะ สุดท้ายเดินๆๆๆ ซื้อของเสร็จเหนื่อยแล้วก็เตรียมกลับบ้านค่ะ
แวะไปทานข้าวเย็นที่พารากอน(ข้าเจ้าเรื่องบมาก อยากกินร้านมีแอร์ อ่าๆ ก็เดินมาทั้งวันมันร้อนนิ)
 
 
มาถึงร้านก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงค่ะ กินๆๆๆๆๆ ฟาดเรียบ
 
 
ข้าวออกแนวจานใหญ่กว่าตัวก็บ่ยั่นนะ กินจนเกลียดแกงกะหรี่ไปซักสองเดือน
 
 
เจ้ามือเห็นหนคนกินแล้วเอือม ฮ่าๆๆๆๆ
 
สรุปแล้วหมดวัน นอกจากเดินซื้อของแล้วก็กิค่ะ สองอย่าง ไม่อ้วนไม่ไหวแล้วจริงๆ
 
January 04

ดูจิต

 
 


ไม่รู้ว่ามีความคิดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ชั้นมักจะจัดการระบบชีวิตของตัวเองได้ดีเสมอมา
และชั้นก็เคยเชื่อมาตลอดว่าชีวิตของชั้นจะต้องเรียบร้อย

เมื่อยามที่ชั้นมองกลับมาจากบันไดขั้นถัดๆ ไปที่เดินผ่านขึ้นไป
แต่มาถึงวันนี้ เมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลังแล้ว
 หลายๆ อย่างที่ชั้นเห็นมันก็เป็นภาพที่สวยงามบ้าง เละเทะบ้าง

ถ้ายอมรับกันตรงๆ เลย นี่ก็ยังไม่ใช่ภาพที่ชั้นพอใจที่จะเห็นมันนัก
แต่ใครจะมาสนใจล่ะ ชั้นไม่ได้โด่งดังเหมือนดารานี่นะ
 
 
ถึงเวลานี้ คิดไม่ออกว่าชั้นจะเป็นอย่างไรในเวลาข้างหน้านี้?
 

ชั้นหยิบซีดี เทศนาธรรมของพระอาจารย์...มาฟัง
ให้อารมณ์อีกแบบนึง....ผิดกับการฟังซีดีเพลง SHINee ที่ฉันชอบฟังอยู่ทุกๆ วัน

สติ....คือคำที่ฉันได้ยินมากที่สุดจากซีดี ธรรมะ แผ่นนี้
แล้วจนแล้วจนรอดชั้นก็ยังไม่เคยรู้จักกับคำว่าสตินี้ดีซักที
 
ถ้าเป็นเมื่ออีกซักสอง สาม สี่ ปีที่แล้ว
การนั่งฟังซีดีแผ่นนี้คงเป็นเรื่องทรมานจิตใจ
สำหรับเด็กชอบเล่น ชอบเที่ยวคนนึงอย่างชั้น
แต่น่าแปลกที่วันนี้ เด็กคนนั้นกลับหยิบซีดีแผ่นนั้นขึ้นมาฟังเสียเอง....
 
เสียงของพระอาจารย์ยังคงดังต่อเนื่อง แต่ชั้นรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก
ชั้นรู้สึกว่าฟังแล้ว...มันลื่นไหล....รู้สึกว่างเปล่า...แต่กลับอิ่มเอมใจอย่างไรบอกไม่ถูก
 
บางที ชีวิตคนเราก็เดินไปสู่ทางที่จิตไม่เป็นกุศลบ้าง
การหันกลับมามองชีวิตตัวเองบ้าง จะได้ทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ เป็นสิ่งที่พอสำหรับเรารึยัง
 
 
 

ป.ล. บทนี้สั้นๆ แต่งงๆ คงเพราะกำลังตั้งใจฟังซีดีอยู่....
July 12

นกน้อยกับต้นไม้

 
animated graphics 
 
กาลครั้งหนึ่งในป่าใหญ่ มีต้นไม้ต้นใหญ่.... แข็งแรง อยู่ต้นหนึ่ง
บนต้นไม้มีนกน้อยตัวหนึ่งเกาะอยู่ ทุกๆ วันนกน้อยจะออกไปเที่ยวเล่นและมองโลกกว้าง
เมื่อตกเย็นนกน้อยก็จะกลับมาอาศัยต้นไม้ใหญ่เป็นที่พักพิง
แล้วก็ตอบแทนเจ้าไม้ใหญ่ด้วยการเล่าเรื่องที่ต้นไม้ใหญ่ไม่เคยไปสัมผัสให้ต้นไม้ฟัง....
 
ทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ต้นไม้รักนกน้อยมาก ส่วนเจ้านกน้อยก็รักต้นไม้เช่นกัน
 
แต่พอถึงหน้าร้อน เจ้านกก็บอกกับต้นไม้ว่า
ต้นไม้...ที่นี่ในตอนนี้มันร้อนเกินไปสำหรับนกอย่างชั้น อาหารการกินก็ไม่มี แถมขนสวยๆ ของชั้นก็ร่วงลงไปทุกวันๆ ถ้าอยุ่ที่นี่ต่อไปชั้นคงจะต้องตายแน่ๆ "
ต้นไม้ได้ยินดังนั้นก็ถามออกไปว่า "แล้วเธอจะทำอย่างไร เจ้านกน้อย"
นกน้อยตอบว่า
"ชั้นก็จะบินไปหาแหล่งที่อยู่อาศัยที่มีอากาศที่เย็นหว่านี้ เพื่อให้ชั้นสามารถหากินได้นะสิ....แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เมื่อหน้าร้อนพ้นไป ชั้นจะกลับมา...ชั้นสัญญา"
ต้นไม้ไม่พอใจอย่างมากกับการที่นกน้อยจะจากไป
หลังจากนั้นต้นไม้ก็ไม่ยอมพูดกับนกน้อยอีกเลย....ทำให้นกน้อยเสียใจมาก และได้แต่จากมาด้วยความเศร้าเสียใจ
 
 
นกน้อยบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเจอป่าแห่งใหม่ ที่นี่อากาศไม้ร้อนจนเกินไป ไม่หนาวเย็นจนเกินไป
นกน้อย อาศัยที่นี่อยู่ชั่วคราวไม่ว่านกน้อยจะเจอต้นไม้ใหม่ๆ กี่ต้นที่สมบูรณ์กว่า สวยงามกว่า ที่ชวนให้นกน้อยอาศัยอยุ่กับต้นไม้เหล่านั้น
นกน้อยก็จะปฏิเสธและตอบว่า "ถึงพวกคุณจะดีเพียงใด แต่พวกคุณไม่อบอุ่นเท่าต้นไม้ของชั้น" 
แล้วก็เริ่มออกบินไปหาที่ใหม่ โดยไม่ได้อยุ่ที่ไหนยาวนัก
 
 
ต้นไม้ที่อยู่โดยปราศจากนกน้อย เริ่มเศร้าสร้อยลงทุกวัน และรู้สึกแย่ที่ไม่ได้ร่ำลา แต่ต้นไม้ก็ยังเชื่อว่า ซักวันหนึ่งนกน้อยจะต้องกลับมาเล่าเรื่องราวในโลกกว้างให้กับต้นไม้ฟังแน่นอน
 
ฤดูร้อนผ่านพ้นไป หลังจากย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ
ต้นไม้เริ่มออกมาขยับกิ่งก้าน...ด้วยความรู้สึกสดชื่น...และทันใดนั้นเค้าเห็นนกน้อยที่บินกลับมายังต้นไม้ ต้นไม้ดีใจมาก....
"นกน้อย....ชั้นดีใจมากที่เห็นเธอกลับมา..."
นกน้อยตอบ.."ช้นก็ดีใจที่ได้กลับมาหาต้นไม้อีกครั้ง รู้ไม๊ว่า ไม่มีที่ไหนที่จะอบอุ่นเหมือนต้นไม้ต้นนี้ได้อีกแล้ว"
 
ต้นไม้ได้ยินคำพูดของนกน้อยก็ดีใจมาก....หลังจากนั้นนกน้อยก็นำเรื่องราวการผจญภัยตลอดการเดินทางของนกน้อยมาเล่าให้ต้นไม้ฟัง...ต้นไม้รู้สึกมีความสุขมาก
 
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต้นไม้ ก็ไม่เคยโกรธที่นกน้อยจะต้องจากไปเพื่อหลบร้อน....เพราะเค้ารู้ในใจว่า
นกน้อยไม่เคยเห็นต้นไม้ใหญ่ที่ไหนสำคัญไปกว่าเค้า แล้วทุกต้นฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ก็จะออกดอกสวยงามรอรับนกน้อยที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมา.....
 
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รุ้ว่า....การเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองรัก นำมาซึ่งความสุข.....
 
 
               ไม่เคยเขียนนิทานมานานมากแล้ว....แต่อยุ่ดีๆ นิทานเรื่องนี้ก็แล่นเข้ามาในสมองราวกับเป็นเรื่องที่เคยมีคนเอามาเล่าให้ฟัง หรือนิทานก่อนนอนสมัยเด็กๆ ซะได้....
กลับเข้ามาในนิทานซักเล็กน้อย บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมตัวละครถึงกำหนดให้เป็น นกน้อย และ ต้นไม้ เพราะคาแร๊คเตอร์ของทั้งสองสิ่งมีชีวิตนี้มันเข้ากับเรื่องราวน่ะสิ
 
นกน้อย... ถึงจะดูตัวเล็กอ่อนแอ แต่ก็เป็นคนรักอิสระ ชอบที่จะทำอะไรด้วยตนเอง
เคยเห็นนกในกรงมั๊ย มันหงอยๆ นะ แต่นกที่อยู่นกกรงจะมีชีวิตชีวา เพราะว่าเค้าเป็นนก
เค้าต้องไปบินไปไกลๆ...แต่สุดท้ายก็คืนรังไงล่ะ
 
ต้นไม้ แข็งทื่อ แต่มีความมั่นคง อบอุ่น เป็นแหล่งพลังงานให้กับนก และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในป่า
แต่ต้นไม้ ก็เป็นต้นไม้ ต้นไม้ไม่สามารถจะเก็บเรื่องราวอื่นๆ ไกลๆ ได้
เพราะต้นไม้มั่นคง และยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งเดียวทำให้ต้นไม้ไม่สามารถไปไหนได้ไกลเลยทองเห็นได้แค่รอบๆ ที่ตัวเองอยู่เท่านั้น
 
 
แล้วสองสิ่งมีชีวิตนี้มาผูกพันกันได้ยังำงล่ะ ก็ด้วยความเชื่อมั่นและคำสัญญาไง
"ต้นไม้มีความเชื่อมั่นที่แรงกล้า ในขณะที่นกน้อยก็รักษาสัญญาอย่างแน่วแน่"
เหมือนที่นกน้อยบอกว่า ไม่มีต้นไม้ที่ไหนอบอุ่นไปกว่าต้นไม้ของชั้นอีกแล้ว ส่วนต้นไม้ก็รอนกน้อยอย่างมั่นคง.....
 
 
นี่คงเป็นเรื่องของความเชื่อแบบเด็กๆ....แต่ถ้าลองอ่านดีๆ....บางทีนินเด็กอาจสอนเราได้หลายๆ อย่างเหมือนกัน...^^
 
June 12

เรี่ยร่ายบายทาง


ไม่ได้เข้ามาที่นี่ซะนาน ด้วยการงานที่รุมเร้า
และเรื่องราวมากมายที่ต้องเก็บกลับมาขบคิดกันให้หัวแทบแตกกันไม่เว้นแต่ละวัน.....

 
ชีวิตคนเรานี่...จะมีซักวันรึเปล่านะที่ไม่หมุนไปตามแรงโน้มถ่วงของโลกใบนี้
ตอนนี้ชั้นรู้สึกได้ว่าโลกนี้หมุนเร็วซะเหลือเกิน
 
บางที...ฉันก็เหนื่อยกับการพยายามวิ่งตามให้ทันโลกที่หมุนไป
แต่บางครั้งการที่โลกหมุนไปทำให้ฉันรู้ว่า "ชีวิตไม่ได้หยุดนิ่ง"
 
ที่ฉันพูดถึงชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง...
แต่ไม่ได้หมายความว่าเราหยุดพักไม่ได้ หรือว่าเราจะต้องวิ่งตามมันตลอดเวลา
มันต้องมีซักที่ๆ เป็นของเรา ที่ๆ เมื่อไหร่ที่เราเดินเข้าไปเมื่อไหร่ โลกจะหมุนช้าเพื่อเรา!!!

เคยได้รับ FWD. mail มา 1 ฉบับ ที่เขียนถึงเรื่อง...
เรื่องที่ไม่ว่าใครๆ ก็คงต้องเคยเจอ เคยบ่นกับเรื่องราวพวกนี้อยู่เป็นประจำแน่ๆ
แต่มี 1 ประโยคที่ฉันติดใจมากนั่นก็คือ
"ถ้ามีงานเยอะมากมาย ก็ให้เราคิดะว่า เราโชคดีที่ยังมีคนเห็นคุณค่าในตัวเราอยู่นั่นเอง"
คำนี้ใช้พยุงใจที่ห่อเหี่ยวของฉันเรื่อยมา แล้วฉันก็คิดว่ามันใช้ได้ดีซะด้วย!!!

ช่วงนี้เหล่าศิลปินหนุ่ม-สาว แดนกิมจิโผล่หน้ามาให้เห็นกันจ้าละหวั่น
จนฉันเชื่อแน่ว่าสาวๆ หรือหนุ่มๆ คนไทยที่เป็นแฟนตัวยงต้องเสียสตางค์ในกระเป๋าไปมากพอดู

เพื่อแลกกับการได้มาซึ่งความสุขที่เล็กน้อยในช่วงเศรษฐกิจที่แสนจะฝืดเคืองนี้
ไม่รู้ว่าพวกเขาลืมคิดไปรึเปล่าว่าสิ่งที่ทำอยู่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีก็ได้
ฉันไม่เถียงว่าการรักศิลปิน และเป็นแฟนคลับของพวกเขาเป็นสิ่งผิดหรอก
แต่บางทีสิ่งที่มากเกินไปมักนำความเดือดร้อนมาให้เราได้เช่นกัน
ฉันเห็นเด็กๆ บางคนที่จะโดดเรียนมาเพื่อต้อนรับเหล่าศิลปินหนุ่มน้อยพวกนั้น
รวมไปถึงยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าบัตรคอนเสิร์ตเป็นราคาหลายๆ พัน
เพื่อได้พบก็ idol ของเขาที่ถ้ามองแล้วก็จะตัวกระจิ๊ดเดียวบนเวทีคอนเสิร์ต
แต่นั่นคือเด็ก!!!.... และพวกเขามักจะทุ่มเทเพื่อคนที่เขารักเสมอ

แต่ในสิ่งที่ฉันมองเห็นอีกด้านหนึ่ง
เด็กๆ พวกนี้ก็จะรักที่จะตั้งใจทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด
รวมไปถึงการพัฒนาตัวเองด้วยอย่างน้อยๆ ฉันก็คิดว่า...
ดีกว่าพวกเค้าจะเอาเงินไปทำอย่างอื่นที่ไม่ดีแล้วกัน......
 
แต่ก็มันก็เรื่องของแต่ละบุคคลอีกนั่นแหละ
คงไม่มีใครที่จะไปบังคับให้ใครทำแบบนั้นแบบนี้ได้อยู่แล้ว

เอาเป็นว่า รู้จักรัก... รู้จักชอบ...
แล้วก็เลือกวิธีการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมดีกว่า ทำให้เค้ารักแล้วอยากมาเมืองไทยอีก
ดีกว่ามาครั้งเดียวแล้วหนีหายไปเพราะคนไทยไม่น่ารักคงดูไม่ดีแน่นอน

จบจากงานนี้แล้ว ฉันว่าฉันคงต้องหา
สถานที่ที่โลกต้องหมุนตามฉันเก็บไว้ซักที่สองที่แล้วล่ะ
เผื่อเวลาที่หัวใจหรือสมองทำงานหนักเกินไป
จะได้มีที่สบายๆ ให้เราได้นั่งจิบชา พร้อมกับหนังสือดีๆ ซักเล่ม
April 14

พื้นที่ส่วนตัว

Goodnight comments

 
 
 
......ทำไมโลกเราถึงไม่เงียบสงบแบบสมัยเมื่อซัก 10 ปีที่แล้วบ้างนะ.....

 

 

             คิดดูสิ....จะไปไหนๆ ทีนึงก็เหนื่อยตั้งแต่การคิดแล้ว........
คิดวางแผนว่าจะไปยังไง จะต้องทำอะไรตรงไหนบ้าง
พอถึงแล้วยังต้องรบอีก รบกับคนเป็นฝูงๆ (เหมือนกับฝูงแกะฝูงแพะไม่มีผิด)
ยิ่งแถวไหนที่เป็นสถานที่พิมพ์นิยมก็จะยิ่งมีฝูงมนุษย์เหล่านี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ
ดูได้จากต้นแบบอย่าง สยาม จตุจักร (ที่เดียวนี้นิยมพูดติดปากในหมู่วัยรุ่นว่า “เจเจ”)

 
 
             ย้อนกลับไปเมื่อซัก 10กว่าปีที่แล้ว.......
ฉันก็ยังเดินย่ำต๊อกไปตามท้องถนนที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน
บรรยากาศเร่งรีบช่วงเช้าๆ ที่มีให้เห็นในแต่ละวัน
เป็นแค่ภาพๆ หนึ่งที่สัมผัสได้ด้วยสายตายพร้อมกับพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดิน
ถ้าเป็นสมัยนั้น เราคงสามารถเรียกช่วงเวลาเหล่านี้ว่า Prime Time ได้เต็มปากเต็มคำ
เพราะเป็นเวลาที่ช่างวุ่นวายเสียเหลือเกิน.....
 
 
กลับมาสู่ปัจจุบันกันบ้าง เวลา Prime Time ที่ว่าเนี่ย
แทบจะเป็นทุกช่วงเวลาของชีวิตเลยก็ว่าได้ ไม่ว่ามองไปทางไหน
ก็เจอคนรีบ...รีบ...และเร่ง อยู่ตลอดเวลา
จะว่าไปแล้วก็ด้วยความที่กรุงเทพฯ ...
กำลังขยับขยายตัวเองให้กลายเป็นเมืองใหญ่ทัดเทียมนานาอารยประเทศเค้านี่นา (ประชด)

 

             ทุกวันนี้ประชากรในประเทศของเราถึงได้กลายเป็นเครื่องจักรกลกันไปซะหมด....

ไม่ว่าจะเป็นฉัน....เธอ...และทุกคน.....ก็เป็นเฟืองหรือกลไกที่ขับดันประเทศทั้งนั้น
บรรยากาศแบบนี้ทำให้ภาวะตึงเครียดเกินขึ้น และไหลเข้าสู่สมองส่วนสำคัญของเรา(ส่วนไหนวะ) 
ตอนนี้ก็คงพูดได่ว่า ต่อมความสุขในร่ายกายของคนเราอาจจะทำงานได้เพียงแค่ 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นรึเปล่านะ
เพราะทุกๆ วันชีวิตก็ฝากไว้ที่การทำงานได้เงินเดือนเพื่อเอาไปดำรงชีวิต แล้วจะเอาเวลาตรงไหนไปเผื่อสำหรับความสุขล่ะ
 
 
             แต่ที่ว่ามาทั้งหมดไม่ใช่ฉันเห็นว่าเรื่องของความสุขเป็นเรื่องไร้สาระนะ
แต่ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ มันทำยาก......ที่จะให้มีความสุขในสังคมแบบนี้
แต่มีวิธีหนึ่งค่ะ ที่ทำให้คุณมีความสุขในสังคมร้อนระอุแบบนี้ได้
 
 
             ตัวแปรแรกที่สำคัญกับการมีชีวิตของต่อมความสุขในร่างกายเรานั้น คือ
                   
...... “ใจ” ไม่ใช่หัวใจ แต่เป็น “จิตใจ” ค่ะ ......
หากเรารักษาระดับจิตใจของเราให้อยู่ในปริมาณที่พอดี
ไม่เครียด ไม่วุ่นวาย ไม่หมกมุ่นกับอะไรซักอย่างหนึ่งไปจนเกินพอดี ทุกอย่างที่ออกมาก็ดีแน่นอน
สำหรับส่วนอื่นๆ นั้น เชื่อว่าแต่ละคนมีทางพัฒนาต่อมความสุขให้ตัวเองได้แน่นอน
 
 
             แต่ก็อย่าลืมว่าความสุขต้องมีจากสิ่งที่เราทำนะคะ
อย่าไปมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นล่ะ.... เพราะนั่นอาจจะคืนทุกข์มาให้เราก็ได้
 
 
 
ส่วนตัวฉันแล้ว....การหาพื้นที่ส่วนตัว ไม่มีเรื่อง ไม่มีอะไรมากกวนใจเท่านี้ก็โอเคแล้ว
สำหรับการเติมพลังชีวิตและการกระตุ้นให้ต่อมความสุขได้ทำงาน
และอยู่คู่กับชีวิตเราไปอีกนานๆ
อย่างว่าแหละค่ะ....ในเมื่อชีวิตรีบเร่ง คนรีบเร่ง
แต่ทำไมเราจะต้องไปรีบเร่งตามชาวบ้านชาวช่องเขาด้วยละคะ ในเมื่อเรารู้ตัวอยู่แล้วว่าเราทำอะไรอยู่
พยายามใช้สติ ควบคุมชีวิตตนเองให้เดินไปในทางที่เป็นของเราจะดีกว่า
แต่ก็อย่าเรื่อยเปื่อยจนตามใครเขาไม่ทันล่ะ!!!!

February 17

สถานะที่เปลี่ยนไป

Emo Comments For Hi5

 

          หากว่าคุณเคยมีเวลาดีๆ กับใครซักคนหนึ่ง แต่จบแบบไม่สวยเอาเสียเลย เพราะเราหรือเค้าก็ไม่รู้!!!

คำถาม...... คุณจะทำอย่างไร?

          จะจัดคนๆ นี้เข้าไปไว้ในโฟลเดอร์ไหนของชีวิตดีนะ.... เรื่องแบบนี้คงเป็นเรื่องที่ตอบยากสำหรับอีกหลายๆ คน รวมถึงฉันคนนี้ด้วยสิ การจะเก็บเค้าให้กลับมาเป็นเพื่อนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในขณะเดียวกันจะให้กลายเป็นใครไม่รู้ก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน มีใครซักคนเคยพูดไว้ว่า "คนเราเมื่อรู้จักกันแล้ว ก็ไม่มีวันจะไม่รู้จักกันได้อีก" นั่นสินะ เหมือนเค้าคือ “จิ๊กซอว์ความทรงจำ” ของเราอีกชิ้นนึงเช่นกัน

          และฉันก็ได้เจอเค้าอีกครั้ง คราวนี้เรา 2 คน เปลี่ยนสถานะจาก "คนรัก" กลายเป็น "คนเคยรัก" แต่เราก็ยังสามารถพูด คุย หัวเราะใส่กันได้อย่างมีความสุข หลายๆ คนที่อยู่ตรงนั้น สงสัยกับความเป็นเราในแบบนั้นๆ แต่สำหรับฉันและเขาแล้ว เรื่องไม่มีอะไรเกินกว่าคำว่า "เพื่อนที่ดีต่อกัน" แต่อีกหลายๆ คนก็ยังคงสงสัย!!!

          เมื่อก่อนฉันเคยคิดเสมอมาว่า "แค่รักกัน" ทุกอย่างก็ไม่น่ามีปัญหา...ไม่ว่าอะไรก็กลายเป็นเรื่องเล็กได้ แต่เมื่อได้รู้จักกัน เค้าสอนให้ฉันรู้ว่า "คนบางคนก็อาจจะไม่ได้เหมาะที่จะเป็นคนรักสำหรับคนอีกคน ในขณะเดียวกันคนๆ นั้นอาจจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับคนๆ นั้นก็ได้" และเพราะคำนี้แหละที่ทำให้ฉันมานั่งโกรธตัวเองว่าทำไมเมื่อก่อนถึงคิดไม่ได้กับแค่เรื่องแบบนี้

          ช่วงคบกัน เหมือนเราเดินอยู่บนเส้นทางที่สวยงาม ข้างทางประดับประดาไปด้วย ดอกไม้นานาพรรณ แต่พออยู่ที่ทางแยก เรากลับเห็นแต่สถานที่เสื่อมโทรม ดูไม่น่าอยู่เอาเสียเลย แถมฉันกับเขายังสร้างประสบการณ์แย่ๆ ในช่วงนั้นร่วมกันเสียอีก ทุกอย่างก็ยิ่งแย่ แต่เมื่อผ่านมันมาได้ แล้วลองหันกลับไปมอง เส้นทางสายนั้นดีๆ แล้วเราจะพบว่า เส้นทางเส้นอื่นๆ ก็ไม่ได้สวยงามไปตลอดสายเช่นเดียวกัน

          ถึงแม้ว่าเราจะมีเรื่องจากกันแย่ๆ เสียเยอะ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูแล้ว หลายๆ เรื่องดีๆ ที่ตอนจากเราไม่เคยเอามันมาคิด...กลับถูกพับเก็บอย่างดีอยู่ใน "หีบแห่งความทรงจำ" ไปเรียบร้อยแล้ว และนั่นก็ทำให้ฉันคิดได้ ว่า หลายเรื่องแย่ๆ และหลายเรื่องที่สวยงามไม่ควรถูกนำมาผสมรวมกันในหม้อใบใหญ่ๆ แล้วก็ปล่อยให้มันกลายเป็นสีเน่าๆ ไม่น่าพิศสมัย หรือมีกลิ่นเหม็นตุๆ ที่มองลงไปทีไรก็ "ยี๊" ซะทุกที

          ดังนั้นหากตอนเพิ่งเลิก คุณอยากจะเก็บเค้าไว้ใน โฟลเดอร์ที่ไกลหัวใจสุดๆ ก็ทำไปเถอะค่ะ แต่เมื่อถึงเวลาที่คำว่า “อภัย” ทำงาน เมื่อนั้นคุณจะย้ายเค้ามาเก็บในโฟลเดอร์ใหม่ที่ตั้งชื่อไว้แล้วอย่าง “เพื่อนสนิท” รวมกับเพื่อนๆ คุณอีกหลายๆ คน ตอนนั้นก็ยังไม่สายหรอกค่ะ สำหรับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน ไม่มีคำว่าสายไปหรอกนะ

ตอบ..... สำหรับตัวฉันเอง ฉันจะคำนวณเรื่องราวดีๆ แล้วก็พับลง "หีบแห่งความทรงจำ" ส่วนเรื่องราวเลวร้าย มักจะมีแค่สองทางเลือก คือ "จำ" กับ "เลิกใส่ใจ" สำหรับฉัน ทางเลือกของ "การเลิกใส่ใจ" ดูจะเป็นทางที่น่ารื่นรมย์ มากกว่าการเจ้าคิดเจ้าแค้น เรื่องราวที่แก้ไขไม่ได้ ถ้าคำว่า "ให้อภัย" คำเดียวช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ฉันว่าเราก็ควรจะเริ่มต้นด้วยคำๆ นี้ แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ๆ กับเพื่อนแปลกหน้าคนนี้ซักที

ป.ล. ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจหากคุณเห็นฉันกับเขา แล้วเรายังคุยกัน ยังถามสารทุกข์สุขดิบ และยังสามารถหัวเราะใส่กันได้ เพราะนั่นเป็น "ความรักที่ชื่อว่า "มิตรภาพ"...."